วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วิธีแก้ง่วงเมื่อขับรถทางไกลหรือออกต่างจังหวัด
เพราะในแต่ละีปี ก็มีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนอยู่จำนวนมาก ที่เกิดจากการง่วงนอน หรือ อาการเมา ในต่างประเทศมีการศึกษาพบว่าอุบัติเหตุจากการหลับในเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตถึง20 % สำหรับประเทศไทยคาดว่าอุบัติเหตุจากการหลับในเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสประมาณ30 % ต่อปี
การเผลอหลับเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ หากคุณขับรถเป็นเวลานาน ๆ การเผลอหลับในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ถึง 10 วินาที โดยก่อนที่จะหลับใน ร่างกายจะมีสัญญาณเตือน คือมีอาการง่วง หาวบ่อยขึ้น ๆ ตาเกือบจะลืมไม่ขึ้น จิตใจไม่ได้อยู่กับการขับรถ ขับรถส่ายไปส่ายมา จำไม่ได้ว่าขับรถผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งหากปล่อยให้ง่วงไปเรื่อย ๆ พอถึงจุดหนึ่งคลื่นสมองจะเปลี่ยนจากขณะที่ตื่นเป็นขณะหลับ
แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสมามากมายแล้ว เช่นในกรณีที่ขับรถด้วยอัตราความเร็ว 90 กม./1 ชม. หมายถึงในขณะหลับใน 10 วินาที รถจะแล่นไปโดยที่คนขับไม่ทราบทิศทางประมาณ 100 เมตร ซึ่งหากเกิดการปะทะกับสิ่งอื่น ๆ แรงปะทะก็จะเท่ากับการตกตึกสูง 10 ชั้น ซึ่งโอกาสรอดชีวิตมีน้อยมาก
ทำอย่างไรเมื่อง่วงมาก
วิธีที่ดีที่สุดคือ งีบค่ะ
ควรรีบจอดรถเพื่อพักผ่อน โดยเมื่อจอดรถแล้ววิธีที่ดีที่สุดคือการงีบหลับประมาณ 10 นาที เพื่อให้สมองรู้สึกสดชื่น และไม่ควรงีบหลับนานเกินครึ่งชั่วโมง เพราะจะทำให้เกิดอาการงัวเงียหลังตื่น นอกจากนั้นก่อนงีบหลับก็ควรจะดื่มกาแฟสัก 1 แก้ว เพราะกาแฟจะออกฤทธิ์หลังจากดื่มไปแล้วประมาณ 15 นาที ดังนั้นกาแฟจะเป็นตัวปลุกให้ตื่นภายในเวลา 10 – 15 นาที และเมื่อตื่นขึ้นมา ผลจากการงีบหลับและได้ฤทธิ์ของกาแฟก็จะช่วยให้สามารถขับรถไปต่อได้อีกหลายชั่วโมงโดยที่ไม่ง่วงอีกเลย
แต่หากว่าง่วงมาก แต่ไม่สามารถจอดรถได้
สิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือทำให้ตนเองตื่นโดยทำให้รู้สึกเจ็บ วิธีง่าย ๆ คือใช้เล็บนิ้วโป้งจิกลงไปบนจมูกเล็บของนิ้วก้อย หากรู้สึกเจ็บก็ร้องเสียงดัง ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นตนเอง หรือหันไปพูดคุยกับคนอื่นในรถ หรือร้องเพลงดัง ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่จะกระตุ้นตัวเองได้ในระยะสั้นก่อนที่จะสามารถหาที่จอดรถได้
นอกจากนั้น อาจจะแวะตามปั๊มน้ำมัน เพื่อล้างหน้าล้างตา และอาจใช้ิวิธีนวดหน้าอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ตื่น และสดชื่นขึ้น เช่น การเสยผม เช็ดหน้าเช็ดตา ถูหน้า และตบท้ายทอย เพื่อให้สดชื่นและขับรถเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพค่ะ
น้ำท่วม ตกงาน กับสิทธิการประกันสังคม
จากเหตุการณ์น้ำท่วมสถานประกอบการหลายแห่ง ทำให้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง ควรรีบไปขึ้นทะเบียนหางาน ณ สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ถูกเลิกจ้าง ควรรีบไปขึ้นทะเบียนหางาน ณ สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน หากเกิน 30 วัน จะไม่สามารถรับสิทธิ ประโยชน์ได้ครบถ้วน
ทั้งนี้ ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจะต้องอายุไม่เกิน 55 ปี โดยเตรียมหลักฐานได้แก่ รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 2 รูปบัตรประจำตัว ประชาชน หนังสือรับรองการออกจากงาน หรือคำสั่งของนายจ้างให้ออกจากงาน และสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อ และเลขที่บัญชี ของผู้ประกันตน ไปด้วยซึ่งมีเงื่อนไขในการรับประโยชน์ทดแทน คือ เป็นผู้ประกันตน ที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงาน จึงจะได้รับ การช่วยเหลือในการบริการจัดหางานการฝึกอบรม และพัฒนาฝีมือแรงงานพร้อมทั้งรับเงินทดแทนกรณีว่างงาน ซึ่งถ้า ถูกเลิกจ้าง ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงานอัตรา ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ที่นำส่งเงินสมทบ ระยะ เวลาไม่เกิน 180 วัน และในกรณี ที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง มีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไปจะได้รับสิทธิประโยชน์ ในกรณีชราภาพ โดยได้รับเงินออมบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพตามเงื่อนไขในการรับประโยชน์ทดแทน
นอกจากนี้ หากผู้ประกันตนประสงค์จะใช้สิทธิประกันสังคมต่อไปสามารถที่จะสมัครเป็นผู้ประกันตน โดยสมัครใจ ตามมาตรา 39 โดย
ยื่นแบบคำขอเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 (สปส.1-20) ด้วยตนเองภายใน ระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ออกจากงาน ซึ่งผู้ประกันตนตาม มาตรา 39 จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายประกันสังคมต่อไปรวม 6 กรณี ได้แก่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตายด้วย
สาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ โดยผู้ประกันตนจะนำส่งเงินสมทบในอัตราเดือนละ 432 บาท
ซึ่งปัจจุบัน สามารถส่งเงินสมทบได้หลายช่องทาง
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ประกันสังคม หรือต้องการความช่วยเหลือต่าง ๆ สามารถสอบถามข้อมูล ได้ที่ สายด่วนประกันสังคม โทร.1506 เจ้าหน้าที่ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
ทีมงาน Lionjob ขอเป็นกำลังใจให้ชาวไทยทุกคนผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยนี้ไปให้ได้ด้วยกันนะคะ
ที่มา : สำนักงานประกันสังคม
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554
ดูแลรถหลังน้ำท่วม
1.พึงเอาไว้ว่าอย่าทำการสตาร์ทรถ หรือบิดกุญแจให้ไฟออนโดยเด็ดขาด
จากนั้นเดินไปเปิดฝากระโปรงรถและปลดขั้วแบตเตอรี่ทันที
โดยจะปลดขั้วใดขั้วหนึ่งหรือจะปลดทั้ง ขั้วบวกขั้วลบก็ได้
(จริงๆถ้าคุณคาดว่าน้ำจะท่วมสูงถึงห้องเครื่องให้เตรียมปลดขั้วแบตเตอรี่
เอาไว้ล่วงหน้าก่อนจะเป็นการดีที่สุด)
เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟเข้าไปเลี้ยงระบบต่างๆของรถ รวมถึงเครื่องยนต์ New heart Thailand เที่ยวเมืองไทยหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน
จากที่ได้สนับสนุนให้คนไทย เที่ยวไทยด้วยกันได้อย่างคึกคักแล้ว ก็อยากให้ทุกคนเที่ยวไป
และคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรของเราด้วยการไปเที่ยวอย่างมีจิตสำนึก ไม่ทำลายหรือนำความ
เสียหายสู่สถานที่ท่องเที่ยว เพื่อให้คนไทยรุ่นหลัง หรือตัวเราเองเมื่อมองย้อนกลับไปถึงที่ๆ เรา
เคยไปเที่ยวมาแล้ว ภูมิใจ อิ่มเอมใจ ว่าที่ๆ เราไป ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่เหมือนเดิม
เที่ยวอย่างสร้างสรรค์
เปิดหูเปิดตา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการ
นำไปสร้างจินตนาการ หรือสร้างสรรค์ในการทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะได้รับมุมมอง ประสบการณ์
ใหม่ ๆ จากสถานที่สวย ๆ ที่เราร่วมกันรักษามาอย่างเต็มที่
เที่ยวด้วยกัน
ไม่ว่าจะกับเพื่อน กับครอบครัว หรือกับคนแปลกหน้าก็ตาม ต่างคนต่างมีความแตกต่างกัน แต่สิ่ง
ที่แตกต่างเหล่านี้เป็นประสบการณ์ใหม่ของเราได้ เมื่อเราเปิดใจยอมรับไปด้วยกัน เราก็จะได้
มีความสุขไปด้วยกัน
Lionjob สนับสนุนให้ทุกคนเที่ยวเมืองไทยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเมืองไทยของเรานะคะ
วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554
เทคนิคขับรถขึ้น-ลงภูเขา สำหรับเกียร์ออโต้
คนกรุงเทพฯ รถเกียร์ออโต้ คงเป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยไม่ต้องสนใจกับการเข้าเกียร์เลย แต่พอเราจะเอารถเกียร์ออโต้คันเก่งไปเที่ยวภูเขา น้ำตก ซึ่งไม่ใช่ที่ราบ เราจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงวิธีการขับรถอย่างถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยของตัวเองเองและเพื่อนร่วมทางกันครับ
การขับรถขึ้นภูเขา
อันนี้แนะนำว่าให้ใช้เกียร์ D จะดีที่สุด เนื่องจากเกียร์ออโต้จะสามารถทดเกียร์ต่ำลงได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อเครื่องยนต์ขาดแรงในการส่งขึ้น เกียร์ออโต้จะคอยเปลี่ยนเกียร์ให้ตลอด การใช้เกียร์ที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักเกินไป ถ้ารู้สึกว่ารถยังเคลื่อนที่ช้าก็ให้เหยียบคันเร่งเพิ่มจากปกติ พยายามสังเกตรอบเครื่องยนต์ไม่ให้เกิน 4,000 รอบ/นาที
การขับรถลงภูเขา
การขับรถลงจากเขาจะมีแรงโน้มถ่วงคอยฉุดรถให้ลงจากเขา วิธีที่ดีที่สุดในการขับรถลงเขาคือใช้เกียร์ต่ำเข้าช่วย ส่วนมากจะใช้เพียงเกียร์ 1 และเกียร์ 2 ในการลงเขาเท่านั้น ในขณะที่เราใช้เกียร์ต่ำเครื่องยนต์จะมีกำลังมาก เครื่องยนต์จะช่วยต้านไม่ให้รถไม่ให้รถลงจากเขาเร็วไป หรือที่เรียกว่า Engine Brake
ถ้าความเร็วรถยังไม่อยู่ในความเร็วที่ปลอดภัยให้ใช้เบรคย้ำเป็นระยะๆ ครั้งละไม่เกิน 5 วินาที ไม่ควรเหยียบเบรคแช่เป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เบรคเกิดความร้อน และจะเบรคไม่อยู่ในที่สุด
ถ้าทางลงเขายาว แล้วจำเป็นต้องเหยียบเบรคตลอด อาจเป็นเพราะคันหน้าขับช้า ให้หาที่จอดรถริมทางพักรถเป็นระยะๆ เพื่อลดความร้อนที่สะสมในระบบเบรค และ ห้ามใช้น้ำราดเข้าไปที่จานเบรคในขณะที่ยังร้อนอยู่ จะทำให้จานเบรคคด เสียหายได้
ในการเข้าโค้งที่เป็นเนินขึ้นหรือลง เราอาจจะมองไม่เห็นรถที่วิ่งสวนมา ให้เบรคชะลอรถก่อนเข้าโค้ง เมื่อใกล้จะหลุดโค้งแล้วให้เหยียบคันเร่งส่งจะช่วยให้บังคับรถได้ง่ายขึ้น ในการเข้าโค้ง ให้บังคับรถให้อยู่ในเลนส์ฝั่งเรา และระวังรถฝั่งตรงข้ามที่อาจแซงในทางโค้งมาที่เลนส์เราด้วย
การขับรถลงเขาห้ามปล่อยเกียร์ว่างลงเขาโดยเด็ดขาด เพราะจะไม่มีเครื่องยนต์ช่วยในการควบคุมความเร็ว และยังอาจสร้างความเสียหายให้กับระบบเกียร์ออโต้ได้อีกด้วย ตอนสมัยขับรถใหม่ๆ ก็เคยเข้าเกียร์ผิดปล่อยเกียร์ว่างลงจากผาเดียวดาย เขาใหญ่ เจอหลุมแล้วหลบไม่ทันตกหลุมเข้าจังๆ โชคดีที่ว่าเป็นล้อขอบ 14 มียางหนา ถ้าเป็นขอบ 15 หรือ ขอบ 17 ยางอาจจะแตก แม๊กดุ้งได้เหมือนกัน
ถ้าเครื่องเร่งไม่ขึ้น รถไม่มีแรง ให้ปิดระบบแอร์ทั้งหมด จะช่วยได้ในระดับหนึ่งครับ
ตัวอย่าง ภูเขาและที่เที่ยวที่รถเก๋งไปได้สบาย
เขาใหญ่, เขาค้อ, สวนผึ้ง ราชบุรี, ดอยตุง
ตัวอย่าง ภูเขาและที่เที่ยวที่รถเก๋งไปได้แต่เส้นทางไม่ค่อยดี, ต้องใช้ฝีมือ, รถมีความพร้อม
ภูทับเบิก, ดอยแม่สลอง, เขาแผงม้า, ดอยอ่างขาง, ดอยอินทนนท์
ขอบคุณ http://www.khaoko.com
วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554
มาแล้ว งานพีชสวนโลกเชียงใหม่ ราชพฤกษ์ 2554
การเปลี่ยนแปลงในความเชื่อทางศาสนานี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นกับผู้บริโภค ญี่ปุ่น
ช่วงที่ผ่านมาผมมี โอกาสกลับไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ก็ได้ไปดูงานแสดงภาพต่างๆ ในญี่ปุ่น เกิดข้อสังเกตหนึ่งขึ้นมาว่า ศิลปินญี่ปุ่นรุ่นหลังๆ ไม่ค่อยวาดภาพที่เกี่ยวข้องกับศาสนาเหมือนๆ กับศิลปินบ้านเราเท่าไรนัก หรือในบางทีหลายๆ คนที่เคยดูหนังดูละครญี่ปุ่นคงสังเกตเห็นว่า มักมีฉากที่คนญี่ปุ่นแต่งงานกันในโบสถ์คริสต์กันบ่อยครั้ง แม้ว่าไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ก็ตาม หรือแม้แต่การที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะบอกว่าตนไม่ได้นับถือศาสนาใด ทั้งหมดแล้วพวกเขามีเหตุผลเบื้องหลังอยู่และก็ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับเรื่อง ที่เราคุยกันอยู่เหมือนกัน
เมื่อคราวที่แล้วเราได้คุยกันถึงการ เปลี่ยนแปลงของสังคมญี่ปุ่นภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาดูแลความเรียบร้อยภายในไปบ้าง แต่แท้ ที่จริงแล้วอีกทางด้านหนึ่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังเปลี่ยนแปลงความเชื่อและค่านิยมทางศาสนาของชาวญี่ปุ่นอีกด้วย
ใน สงครามครั้งนั้นได้มีการกล่าวอ้างว่าเป็นการทำสงครามเพื่อองค์ จักรพรรดิญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาชินโต ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของญี่ปุ่น แต่ผลของสงครามได้สร้างความรบอบช้ำให้แก่ชาวญี่ปุ่นอย่างมากจนคนรุ่นหลัง เกิดความคิดว่าการยืดถือในศาสนาที่มากเกินไปทำให้เกิดปัญหาตามมา และมีภาพลบต่อคนที่เคร่งครัดในศาสนาเช่นกัน
คำถามก็คือ... แล้วการเปลี่ยนแปลงในความเชื่อทางศาสนานี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นกับผู้ บริโภค ญี่ปุ่นบ้างล่ะ??
ผลลัพธ์ที่เห็นได้ก็คือ การขาดที่ยืดเหนี่ยวทางจิตใจเมื่อพบกับปัญหาต่างๆ ในชีวิต ซึ่งคนที่หาทางออกไม่ได้ก็มักจะหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวอย่าง (ซึ่งสถิติคนญี่ปุ่นฆ่าตัวตายปีละประมาณ 30,000 คน) สำหรับคนที่พยายามจะหาทางออกก็จะหันไปพึ่งพาสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการแก้ไขปัญหาชีวิต หรือหลบเลี่ยง บรรเทาปัญหาเหล่านั้น อาจเป็นในรูปแบบของลัทธิความเชื่อแบบต่างๆ เช่นการใช้เครื่องรางของขลัง ที่จะเห็นได้จากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ขายพวงกุญแจ หรือที่ห้อยโทรศัพท์ แล้วบอกว่าช่วยอะไรให้ได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็น ให้สมหวังในความรัก สอบผ่าน เดินทางปลอดภัย กิจการรุ่งเรื่อง และอื่นๆ รวมไปถึงธุรกิจเพื่อความผ่อนคลายต่างๆ เรียกโดยรวมว่า IYASHI BUNKA (癒し文化)ซึ่งมีตัวเลขการเติบโตของธุรกิจสูงมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อย่างเช่น ดนตรีที่ออกมาในแนวผ่อนคลาย ธุรกิจสปา นวดอโรมา เป็นต้น
แล้ว สำหรับประเทศไทยเราหละ เป็นอย่างไร???
credit : http://www.olrepublic.com/
วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554
ขับรถเที่ยวเชียงราย แนะนำโปรแกรมเที่ยวเชียงราย 3วัน2คืนค่ะ
วันที่ 1
ถ้ามาโดยเครื่องบินควรมาเชียงราย เที่ยวบินเช้าที่สุด(แอร์เอเชีย มาถึงเชียงราย 8.00น.ส่วนการบินไทย มาถึง 8.30น.) เพื่อจะได้เที่ยวอย่างเต็มที่
หรือลงเครื่องที่เชียงใหม่ ก่อนสัก 1 วัน เพื่อเช่ารถที่เชียงใหม่ ขับรถเที่ยว ให้หนำใจ แล้วอีกเช้าก็ออกจากเชียงใหม่มุ่งหน้าสู่เชียงราย สัก 3-4 ชั่วโมงจากเส้นดอยสะเก็ดก็ถึงแล้วค่ะ
- เที่ยวบ้าน อ.ถวัลย์ ดัชนี
- ต่อด้วยดอยแม่สลอง
มีพิพิธภัณฑ์ สัมผัสวิถีชีวิตชาวจีนยูนนาน พระธาตุศรีนครินทร์ แวะไร่ชาชิมชาให้ชื่นใจ และทานอาหารจีนแท้จากยูนนาน
- หลังจากนั้น ไปแอ่วต่อที่ เชียงแสน
มีหอฝิ่น สามเหลี่ยมทองคำ พระธาตุจอมกิตติ พระธาตุผาเงาและลองหาทานปลาแม่น้ำโขง เป็นอาหารเย็น
- กลับที่พัก พักผ่อนให้เต็มที่
- ช่วงค่ำ...ถ้ายังไม่เหนื่อย ก่อน 2 ทุ่ม หรือ 3 ทุ่ม ไปชมหอนาฬิกาประกอบแสงสีเสียง เดินไนท์บาซาร์เชียงราย หาอะไรกินเล่น
วันที่ 2
ทานอาหารเช้าที่ร้านอาหาร บ้านชีวิตธรรมดา ร้านอาหารเล็กๆ ในบรรยากาศผ่อนคลาย
- เที่ยวดอยตุง
พระธาตุดอยตุง ผาช้างมูบ สวนดอกไม้ พระตำหนัก ต่อด้วย แม่สายไปช็อปปิ้ง หรือเดินข้ามแดนไปพม่าเพื่อช็อปต่อ
ถ้าอย่างแพร ช็อปเพลิน 2 จุดก็หมดวันแล้วค่ะ
- แต่ถ้าขากลับมีเวลา ก็น่าแวะเที่ยวศูนย์ภาษาจีนที่ ม.แม่ฟ้าหลวง ดอยดินแดง(ชมเครื่องปั้นดินเผา)ค่อยกลับที่พัก
- ช่วงค่ำถ้า ไปทานอาหารเหนืออร่อยเยอะแยะที่ถนนคนเดิน(มีเฉพาะวันเสาร์)
วันที่ 3
ทานอาหารเช้า
- เข้าวัดทำบุญกัน ที่ วัดร่องขุ่น วัดพระสิงห์ วัดพระแก้ว
- ทานอาหารเที่ยง(น้ำเงี้ยว หรือ ข้าวซอยไก่)
- ถ้าเวลายังพอมีบ้างไปเที่ยวปางช้าง หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร หรือ ไปแช่น้ำพุร้อน หมู่บ้านผาเสริฐ
- ถ้ากลับวันนี้ก็ขับรถกลับตั้งแต่บ่ายๆ นะคะจะได้ไม่มืดมาก
ขอบคุณ เว็บไซด์บ้านณัฐวดีนะคะ
วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554
ขับรถเที่ยวเชียงใหม่กันเถอะ ^^
การเตรียมรถ และเตรียมตัว เดินทางไกล
วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554
Put the right job on the right man แนวคิดการบริหารงานสมัยใหม่
ในอดีต ภารกิจหรืองานขององค์กรต่างๆ มักจะนิ่งไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะผู้ผลิตเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เช่น ถ้าเป็นโรงงานผลิตสินค้า ส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตแบบ Mass Production คือ ผลิตเป็นล๊อตใหญ่ๆ เพื่อขาย ผู้ผลิตมักจะเป็นผู้กำหนดว่า จะผลิตอะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่ ดังนั้น กระบวนการทำงานจึงถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน รูปแบบการบริหารคนแบบเดิม จึงใช้แนวคิดที่ว่า “Put the right man on the right job” คือ หาคนที่เหมาะสมมาทำงานที่ได้กำหนดไว้อย่างถูกต้องแล้ว
แต่....เมื่อ โลกเปลี่ยนไป ธุรกิจเปลี่ยนแปลง การแข่งขันรุนแรงขึ้น สภาพแวดล้อมมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้องค์กรปัจจุบันและอนาคตต้องปรับตัว ภารกิจขององค์กรปรับบ่อยขึ้น ทำให้กระทบต่อโครงสร้างการบริหารงานที่ต้องปรับบ่อยขึ้น และตำแหน่งงานแต่ละตำแหน่ง ก็ต้องปรับเปลี่ยนตาม คนทำงานในหลายองค์กรเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น โดยสังเกตง่ายๆ จากจำนวนครั้งที่มีการปรับผังการบริหารองค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ ในแต่ละปี ปรากฏว่ามีการปรับเปลี่ยนบ่อยกว่าในอดีต บางคนเริ่มบ่นแล้วว่า ผังเก่ายังไม่ทันเข้าที่เลย ผังใหม่จะออกมาอีกแล้ว ผู้บริหารจะเอายังไงกันแน่ คนทำงานตามไม่ทันแล้ว
มีเหตุผล มากมายที่ทำให้องค์กรต้องมีการปรับผังการบริหารแบบใหม่ เช่น งานบางงานใช้บริการจากภายนอก (Outsource) จะมีประสิทธิภาพมากกว่า งานบางงานต้องปรับเพราะกลยุทธ์ขององค์กรเปลี่ยน แนวคิดการบริหารสมัยใหม่เข้ามาทำให้มีการรื้อโครงสร้างองค์กร บางครั้งปรับเปลี่ยนเพราะผังการบริหารงานแบบเดิมทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ฯลฯ
อีกปัญหา หนึ่งที่หลายองค์กรกำลังประสบอยู่ นั่นก็คือ Put the wrong job on the right man หมายถึง การที่เรามีคนเก่ง มีความรู้ความสามารถสูง แต่เรามอบหมายงานที่ไม่เหมาะสมกับฝีมือให้เขา เรามอบหมายงานที่เขาไม่ถนัดให้ทำ ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นมากกับหลายองค์กร สาเหตุหลักๆ มาจาก คนทำงานคิดอย่างเดียวว่าขอให้ได้งานไว้ก่อน ไม่สนใจว่างานนั้นเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบหรือไม่
การหาคนให้เหมาะสมกับงาน ถือเป็นหลักเกณฑ์ที่ยังใช้ได้อยู่ แต่ต้องไม่ลืมว่า คนหางานหลายคนมีความสามารถหลายด้าน เราอาจจะเห็นว่า เขามีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่เรากำลังหาอยู่ แต่เราอาจจะไม่รู้ว่า คนๆ นั้น เขาอาจจะมีความสามารถในด้านอื่นๆ ที่โดดเด่นกว่า มีความสามารถที่เหมาะสมกับงานที่เรากำลังหาอยู่หรือไม่ ปัญหาที่ติดตามมาคือ เราได้คนที่ทำงานนั้นๆ ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ คนๆ นั้นก็จะรู้สึกเบื่องาน เพราะไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบหรือถนัดมากที่สุด บางคนก็ทนทำไป แต่บางคนก็ทนไม่ไหวก็ลาออกไป ทำให้คนทำงานก็เสียเวลาที่มาจมอยู่กับงานที่ไม่ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็ม ที่ องค์กรเองก็เสียเวลา ที่ไม่สามารถพัฒนาให้เขาเติบโตขึ้นไปในสายงานนั้นๆ ได้ ผมเชื่อว่าปัญหานี้มีเยอะมากในเกือบทุกองค์กร ถ้าอยากจะรู้ก็แค่สอบถามพนักงานทุกคนว่า คุณคิดว่าความสามารถที่โดด เด่นมากที่สุดของคุณคืออะไร? และถ้าให้เลือกได้ คุณอยากจะทำงานในตำแหน่งไหน?
การอนุรักษ์งานเดิมให้คงอยู่ โดยไม่สนใจว่าใครจะมาดำรงตำแหน่ง
เมื่อเรายึดแนวคิด Put the right man on the right job มากจนเกินไป คือยึดมั่นถือมั่นว่า ฝ่ายเราจะต้องมีตำแหน่งนี้ต่อไป การยุบตำแหน่งงานใดตำแหน่งงานหนึ่งของแต่ละหน่วยงาน ไม่เคยอยู่ในความคิดของคนที่เป็นหัวหน้าหน่วยงาน ยังไงก็จะพยายามรักษาตำแหน่งงานที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุด เว้นเสียแต่ว่าผู้บริหารระดับสูงสั่งมา อยู่ดีๆ จะคิดยุบเองคงไม่มีทางเป็นไปได้ และตำแหน่งงานต่างๆ ในองค์กร มักจะมีอัตราการเกิดตำแหน่งใหม่สูงกว่าอัตราการตาย (ยุบ) ของตำแหน่งงานเก่า สุดท้ายตำแหน่งงานเยอะมาก ทั้งๆ ที่ภาระงานโดยรวมขององค์กรยังมีเท่าเดิม
มีงานฝากอยู่เรื่อยๆ จนงานฝากมากกว่างานที่ควรจะทำในตำแหน่งงานนั้นๆ
บางครั้งเราได้คนทำงานเก่งๆ มาดำรงตำแหน่งที่ถูกต้องและเหมาะสมในช่วงแรก แต่พอเวลาผ่านไปนานๆ งานบางงานไม่มีคนทำ งานบางงานขาดผู้ดำรงตำแหน่งชั่วคราว งานบางงานขาดผู้ดำรงตำแหน่งงานถาวร ก็จะมีเศษๆ งานของตำแหน่งต่างๆ โอนมาให้คนทำงานในตำแหน่งอื่น โอนไปโอนมา บางครั้งก็บอกว่าฝากไว้ก่อน มีทั้งประเภทฝากเผื่อเรียก(ออมทรัพย์) ฝากประจำ และงานบางงานฝากลืม(ไม่รู้จะเอาคืนเมื่อไหร่) สุดท้ายคนที่เก่งในตำแหน่งงานหนึ่ง จะต้องไปทำงานที่ตัวเองไม่เก่ง บางครั้งต้องใช้เวลาหมดไปกับงานที่ตัวเองไม่ถนัดมากกว่างานที่ตัวเองถนัด เหตุการณ์นี้มักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีความสามารถ เพราะคนที่ไม่ค่อยเก่ง ผู้บริหารก็ไม่ค่อยมอบงานอะไรให้เพิ่ม ดังนั้น คนเก่งจึงได้รับงานเพิ่มเสมอ สุดท้าย วันๆ ก็นั่งทำแต่งานที่ตัวเองถนัดน้อย
จากปัญหาที่ผม อธิบายมานี้ ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า การบริหารคนและบริหารงานในปัจจุบันและอนาคต จะใช้เพียงแนวคิดเดิมที่ว่า “Put the right man on the right job” เพียงอย่างเดียวคงจะไม่ได้แล้ว แต่จะต้องบวกด้วยแนวคิดที่ว่า “Put the right job on the right man” เพราะการที่เรามีคนเก่งอยู่ในองค์กรแล้วเราไม่ได้ใช้เขาอย่าง เต็มที่ หรือใช้งานเขาผิดที่ผิดทาง อาจจะสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันได้ แต่ถ้าเรามีคนเก่งอยู่แล้ว และไม่อยากเสียเขาไปให้กับองค์กรอื่น ผมคิดว่าเราอาจจะต้องหันมาพิจารณาแนวคิดที่ว่า หางานให้เหมาะสมกับคนเก่งๆ (Put the right job on the right man) ให้มากขึ้น เช่น มีคนบางคนทำงานในตำแหน่งงานที่รับเข้ามาดี แต่เขาเป็นคนที่คิดอะไรแปลกอยู่เรื่อย คิดไม่เหมือนคนอื่น แต่งานที่ทำอยู่ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรใหม่ องค์กรอาจจะพิจารณาหางานที่เหมาะสมกับความสามารถให้เขา ด้วยแนวทางต่างๆ เช่น ทำงานในตำแหน่งเดิมแต่เพิ่มงานด้านการพัฒนาทางความคิดสร้างสรรค์ให้เขาด้วย หรือสร้างงาน (ตำแหน่ง) ใหม่ ที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และย้ายเขาไปทำงานนั้นแทน
การบริหารองค์กร ในปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาทั้งคนและงานควบคู่กันไป ถ้างานเหมาะสมกับภารกิจและกลยุทธ์ขององค์กรแล้ว ก็คงจะต้องมาพิจารณาดูว่า เรามีคนที่เหมาะสมกับงานนั้นหรือไม่ ในขณะเดียวกัน ถ้าเรามีคนที่เก่งๆ เหมาะสมกับกลยุทธ์ขององค์กร ก็คงจะต้องมาพิจารณาดูว่า งานต่างๆ ที่เรามีอยู่นั้นเหมาะสมกับคนเก่งๆ และเหมาะสมกับกลยุทธ์ขององค์กรในช่วงเวลานั้นๆ มากน้อยเพียงใด การที่จะพิจารณาว่าคนเก่งสำคัญกว่า หรืองานที่เหมาะสมสำคัญกว่า ในแต่ละช่วงเวลานั้น ให้ดูจากภารกิจและกลยุทธ์หลักขององค์กร แต่อยากจะฝากข้อคิดไว้ให้ทุกองค์กรคือ ถ้าวันนี้เราเอางานบางงานออกไป (จ้างคนข้างนอกทำ) พรุ่งนี้เราสามารถเอางานนั้นกลับมาทำใหม่ได้ แต่...ถ้าวันนี้เราเปลี่ยนเอาคนเก่งๆ ออกไป (เพราะไม่เหมาะกับงานวันนี้) พรุ่งนี้จะหาคนเก่งๆ มาใหม่นั้นทำได้ยาก จึงอยากให้ผู้บริหารองค์กรพิจารณาว่า การที่เรามีคนเก่งๆ อยู่กับองค์กรนั้น ถ้าวันนี้เรามีงานที่ไม่เหมาะสมให้เขาทำ แต่พรุ่งนี้ เดือนหน้าหรือปีหน้า งานที่เหมาะสมกับเขากำลังจะมีเข้ามาี เราควรจะให้เขาอยู่ต่อเพื่อรองานที่เหมาะสม หรือจะให้เขาออกไปก่อน แล้วค่อยหาคนใหม่เข้ามาทำเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
“งานดีๆ สร้างได้ภายในวันเดียว แต่คนเก่งๆ ต้องใช้เวลาพัฒนาเป็นปี”
วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
รู้จัก Walk Rally .
ฉะนั้นความสำคัญของคะแนน และการเอาชนะกันจึงเป็นเรื่องรองลงไปปัญหาสำคัญในการจัดกิจกรรม "Walk Rally" นั้น คือ การเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านกำลังคน ตลอดจนอุปกรณ์ และกิจกรรมที่มี ความเหมาะสม ฉะนั้นจึงควรมีการประชุม คณะกรรมการจัดกิจกรรมล่วงหน้า เพื่อลดปัญหาติดขัดในการดำเนินการภายหลัง
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการ จัดกิจกรรม "Walk Rally"
- จำนวนกลุ่มผู้เล่น
หากผู้เล่นมีจำนวนน้อย ก็จะเกิดความสะดวกมากกว่าผู้เล่นจำนวนมากเนื่องจากดูแลง่ายและใช้อุปกรณ์ในการทำกิจกรรมน้อยกว่า สำหรับการแบ่งกลุ่มนั้น ในแต่ละกลุ่มไม่ควรมีสมาชิกมากจนเกินไป เพื่อให้สมาชิก ทุกคนได้มีโอกาสทำกิจกรรมอย่างทั่วถึง
- จำนวนเจ้าหน้าที่
หากเจ้าหน้าที่มีจำนวนน้อย ก็จะเกิดปัญหาในการดูแลเป็นอย่างมาก จึงไม่สามารถกำหนด
- จำนวนกิจกรรม
ให้มีจำนวนมากได้ อาจแก้ไขโดยการให้ เข้าฐานเพื่อทำกิจกรรม ทีละ 2 กลุ่มโดยให้ต่างกลุ่มต่างทำกิจกรรมของตัวเอง หรือให้แข่งขันกันระหว่างกลุ่มก็ ได้(แต่ต้องมีการสลับคู่กลุ่มกันบ้าง เพื่อความยุติธรรมในการแข่งขัน)
- จำนวนฐาน
จำนวนฐานที่จะมีต้องไม่มีจำนวนมากเกินไป เพราะจะทำให้สิ้นเปลือง ทั้งด้านอุปกรณ์ และกำลังคนรวมถึงความสามารถในการดูแล แต่ถ้าน้อยเกิน ไป ก็จะไม่สามารถจัดกิจกรรมให้มีรูปแบบหลากหลายได้มากนัก ส่วน ใหญ่ นิยมกำหนดให้จำนวนฐานมีจำนวนเท่ากับกลุ่มของผู้เล่น แล้วใช้ วิธีการเวียนฐาน ในการดำเนินกิจกรรม
- สภาพแวดล้อม
ก) สถานที่ - มีสถานที่ในการจัดกิจกรรมหรือไม่ (เหมาะสมหรือไม่) หากเป็นบริเวณชายหาด ควรตรวจสอบเวลาน้ำขึ้นน้ำลงด้วยเพราะจะมีผลต่อกำหนดการต่างๆ ในการจัดกิจกรรม
ข) สภาพอากาศ - มักจะเกิดปัญหาในช่วงหน้าฝน ที่ต้องจัดกิจกรรมกลางแจ้ง ผู้จัดจึงควรหาสถานที่ในร่ม หรือกิจกรรม อื่นๆ สำรองไว้ด้วย
วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
เคล็ดลับสำหรับเริ่มงานวันแรก
วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ทฤษฎีจิตวิทยากับงาน HR
ทฤษฎีจิตวิทยากับงาน HR
ทฤษฎีดังกล่าวนี้ได้รวมไปถึงแนวคิดการเรียนรู้ในองค์การ การจูงใจพนักงาน
การประมวลข้อมูลข่าวสาร การบริหารจัดการกลุ่ม
ทั้งนี้ทฤษฎีทางจิตวิทยาถือได้ว่าเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการหรือ
สภาวะการเปลี่ยนแปลงในด้านจิตใจ และพฤติกรรมการแสดงออก
พบว่าทฤษฎีทางจิตวิทยาได้ถูกนำมาใช้ในการบริหาร จัดการตนเอง
และกลุ่มคนทั้งที่อยู่ในหน่วยงานเดียวกันและ
หรือต่างหน่วยงานกันโดยมีเป้าหมายเพื่อการปรับปรุง และการพัฒนาผลการดำเนินงาน
(Performance) ทั้งในระดับองค์การ หน่วยงาน
และตัวบุคคลให้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ที่นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องทำความเข้าใจถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงทาง
ด้านจิตใจและการแสดงออกของมนุษย์
ซึ่งการออกแบบโปรแกรมการพัฒนาบุคลากรจึงถูกกำหนดด้านทัศนคติ โดยมีเป้าหมายก็คือ
พฤติกรรมการแสดงออกที่เกินกว่าหรือเป็นไปตามความต้องการหรือความคาดหวังของ องค์การ
และผู้บังคับบัญชาโดยมีความเชื่อว่าเมื่อพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยน
ผลการดำเนินงานย่อมได้รับการปรับปรุงและการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้วยเช่นกัน ในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีจิตวิทยาในองค์การนั้น
พบว่าทฤษฎีดังกล่าวนี้ประกอบไปด้วยทฤษฎีย่อย ๆ อีก 3 ทฤษฎี ได้แก่
ทฤษฎีจิตวิทยาเกสตัลท์ (Gestalt Psychology)
คำว่า "เกสตัลท์" เป็นคำที่มาจากภาษาเยอรมัน หมายถึง
ส่วนรวมทั้งหมดหรือโครงสร้างทั้งหมด (Totality/Configuration)
โดยกล่าวถึงภาพรวมทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นมาให้มองเป็นภาพรวมใหญ่ไม่มองแยก
เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง ทฤษฎีนี้มีความเชื่อว่าการศึกษาคุณค่า
/มูลค่าที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมมนุษย์นั้นจะต้องศึกษาเป็นภาพรวม
จะแยกศึกษาและวิเคราะห์ออกเป็นทีละเรื่องไม่ได้
เนื่องจากพฤติกรรมของมนุษย์เป็นพฤติกรรมบูรณาการ (Integrated Behavior)
ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานกันระหว่างความรู้ ความคิด ความรู้สึก การรับรู้
ประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน
ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น
นอกจากนี้พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา
ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้ที่เพิ่มขึ้น อันเป็นผลทำให้ความรู้ ความเข้าใจ
ความรู้สึก
ทักษะและความสามารถเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
ทฤษฎีนี้จะเน้นไปที่พฤติกรรมการรับรู้ของมนุษย์ที่เป็นพื้นฐานให้เกิดการ
เรียนรู้ คนเรามีการรับรู้ที่แตกต่างกันทำให้การเรียนรู้และการแสดงออกแตกต่างกันไป
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งควรจะเน้นไปที่ภาพรวมของเรื่อง
ที่จะศึกษาก่อน แล้วจึงค่อยศึกษาเนื้อหาย่อยในแต่ละเรื่องทีละส่วนต่อไป
ดังนั้นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องทำความเข้าใจถึงทฤษฎีเกสตันท์
เนื่องจากจะทำให้เกิดความเข้าใจในแง่มุมของการเรียนรู้ของพนักงานในองค์การ
ได้อย่างชัดเจน
พนักงานจะเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรม/โครงการด้าน
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่ง
พวกเขาจะต้องทำความเข้าใจถึงการเชื่อมโยงถึงเป้าหมายหรือผลงานของพนักงานกับ
เป้าหมายของหน่วยงาน และองค์การด้วยเช่นเดียวกัน
ทฤษฎีนี้จะเน้นไปที่พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ที่สามารถสังเกตเห็นได้
การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นจากสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้นที่ถูกใส่เข้ามา
และในทางกลับกันมนุษย์จะหลีกเลี่ยงการกระทำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากตัว
กระตุ้นที่ถูกใส่เข้ามาด้วยเช่นกัน ทฤษฎีนี้จึงมีความเชื่อว่า
พฤติกรรมของมนุษย์จะเกิดขึ้นจากการเสริมแรงโดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1.
การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) และ
2. การเสริมแรงทางลบ (Negative
Reinforcement) ทั้งนี้กระบวนการเสริมแรงจะประกอบไปด้วย
A
เงื่อนไขนำ (Antecedents)
B พฤติกรรม (Behavior)
C
ผลกรรม (Consequence)
ตัวอย่างการเสริมแรงทางบวก :
การอบรมหลักสูตรจิตสำนึกของการให้บริการ (เงื่อนไขนำ)
คุณสมศรีมักจะตอบคำถามจากท่านวิทยากร (พฤติกรรม - การตอบคำถาม)
เป็นเหตุให้วิทยากรพอใจและให้รางวัลคุณสมศรีด้วยการให้เพื่อนในห้องปรบมือ ให้
รวมถึงการให้ของรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่คุณสมศรี (ผลกรรม)
หลังจากนั้นคุณสมศรีจึงมักชอบตอบคำถามจากอาจารย์ในห้องเรียนเสมอ
การทำความเข้าใจถึงแนวคิดเชิงพฤติกรรมศาสตร์นี้จะทำให้นักพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์สามารถนำมาปรับใช้ในการออกแบบโปรแกรมหรือโครงการพัฒนาบุคลากรใน
องค์การให้เหมาะสมได้
โดยพิจารณาว่าควรจะใช้การเสริมแรงทางบวกหรือทางลบเพื่อกระตุ้นให้คนใน
องค์การแสดงพฤติกรรมอย่างที่ต้องการ เช่น
หากคนในองค์การไม่ชอบวิธีการโอนย้าย/หมุนเวียนงาน (เงื่อนไขนำ)
ความส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงและปฎิเสธที่จะโอนย้ายงาน (พฤติกรรม)
เป็นเหตุให้องค์การไม่มีการโอนย้าย/หมุนเวียนงานเกิดขึ้น (ผลกรรม)
ดังนั้นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้งอใช้การเสริมแรงทางบวก
โดยการกำหนดให้การโอนย้าย/หมุนเวียนงานเป็นปัจจัยหรือเกณฑ์หนึ่งในการ
พิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งงานของพนักงาน
Psychology)
การรับรู้ (Cognition) มาจากภาษาลาติน แปลว่าการรู้จัก
(Knowing) ทฤษฎีนี้จะมุ่งเน้นไปที่ความเข้าใจหรือการคาดคะเนเหตุการณ์ต่าง ๆ
โดยอาศัยการกำหนดรู้ (Perception) มาก่อน
การรับรู้ที่ถูกต้องจะนำไปสู่พฤติกรรมการแสดงออกที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน
ทฤษฎีนี้เป็นการผสมผสานระหว่างทฤษฎีจิตวิทยาเกสตัลท์
และจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมเข้าด้วยกัน ทฤษฎีในกลุ่มนี้อธิบายว่า การ
เรียนรู้เป็นผลของกระบวนการคิด ความเข้าใจ การรับรู้สิ่งเร้าที่มากระตุ้น
ผสมผสานกับประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาของบุคคล ทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น ซึ่งในอดีต
จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางปัญญาเข้ามามีอิทธิพลในการเรียนรู้ด้วย
ทฤษฎีกลุ่มนี้จึงเน้นกระบวนการทางปัญญา (Cognitive Process)
ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้
ดังนั้นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จำเป็นจะต้องพยายามหาวิธีการเพื่อสร้างการรับ
รู้ที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นภาพรวม
ภาพใหญ่ให้พนักงานเกิดความเข้าใจและเมื่อพนักงานมีการรับรู้ที่ชัดเจนต่อ
เรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วจะนำไปสู่พฤติกรรมการแสดงออกที่เห็นด้วย
สนับสนุนไม่ต่อต้านหรือปฎิเสธในการให้ความร่วมมือต่อกิจกรรมหรืองานโครงการ
ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ถูกกำหนดขึ้นมา
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tanjira-cnx
วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
เคล็ดลับสาวชอบ(แอบ)งีบ
วันนี้มีวิธีแก้ง่วงด้วยการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาแบ่งปันค่ะ
1. พยายามทำงานที่ต้องใช้สมองให้เสร็จก่อนอาหารกลางวัน
เพราะคอร์ติโซล ซึ่งเป็นสารเคมีในร่างกาย ที่ช่วยให้มีสมาธิ และมีความตื่นตัว จะอยู่ในระดับสูงสุดของวันตอนก่อนเที่ยง
2. แอบงีบนิดนึง (ถ้าทำได้)
ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็แอบงีบมันซะเลย!! แต่แค่หลับตาสักพักก็พอนะ การหลับตาแม้เพียง 10 นาที ก็สามารถทำให้เพื่อนๆ สดใสได้นะคะ
ถ้าแอบงีบไม่ได้ ก็ออกไปเดินรับอากาศบริสุทธิ์ กระโดดตบซัก 50 ที
หรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันรสมิ้นท์ซาบซ่า เพราะกลิ่นเปปเปอร์มิ้นท์น่ะ
มีส่วนทำให้สดชื่นได้นะคะ
3. พึ่งพาคาเฟอีนซะหน่อย
กาแฟเพียง 1 ถ้วย อาจช่วยเร่งเครื่องให้เพื่อนๆ ได้บ้าง แต่ถ้ามากจนเกินไป
ก็ จะทำให้รู้สึกใจสั่น กระวนกระวายค่ะ เพื่อนๆ คงไม่อยากตาแข็ง ทั้งๆ ที่อยากจะนอนเต็มแก่หรอกนะคะ เก็บกาแฟเอาไว้เวลาที่ง่วงจริงๆ ดีกว่า โดยเฉพาะหลังอาหารกลางวันมื้อใหญ่ค่ะ
4. อย่าทานของหวานแก้ง่วง
ของหวานทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ แต่ก็แค่ชั่วครู่นะคะ
จากนั้นหลังจากระดับน้ำตาลในเลือดก็จะลดต่ำลงจนเพื่อนๆ
รู้สึกพร้อมจะทรุดฮวบลงได้ทุกเมื่อ วิธีแก้ไขก็คือ
แบ่งทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ ซัก 5 – 6 มื้อ และมีส่วนผสมของโปรตีน
และคาร์โบไฮเดรต เพื่อให้การเผาผลาญพลังงานสม่ำเสมอตลอดทั้งวันไงคะ
และเพื่อจะได้รู้สึกสดชื่น อีกด้วยค่ะ
http://lionjob.wordpress.com/
วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554
BlogGang.com : : อาหมวยเล็ก..น้อย :
แนวเพลงที่ฟัง กับการคัดเลือกคนเข้าทำงาน
ช่วงนี้ำกำลังหาบทความเกี่ยวกับการคัดเลือกคนทำงานอยู่ค่ะ
ไป เจออยู่อันนึง น่าสนใจมาก ว่า หากจะรับเลือกคนเข้าทำงานสักคน ก็มีการสำรวจมาว่า งานอดิเรกที่คน ๆ ชอบทำนั้น มีส่วนสัมพันธ์กับลักษณะการทำงานของคนนั้น ๆ ด้วย
ซึ่งการวิจัยจาก jobtopgun ได้แยกออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ แนวเพลงที่ฟังและชนิดของกีฬาที่เล่น โดยแบ่งแนวการฟังเพลงเป็น 3 ประเภท คือ1. แนวคลาสสิก JASS FOLK ซึ่ง คนที่ชื่นชอบแนวเพลงแบบนี้ มักจะมีแนวโน้มที่เป็นคนแบบนักคิด นักประดิษฐ์ มีความอดทนอดกลั้นต่อคนรอบข้าง ปฏิเสธแนวคิดแบบ conservative
2. คือคนที่ชื่นชอบการฟังเพลงแนว Rock, Alternative, Heavy metal มักจะมีลักษณะเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็นอะไรแปลกใหม่ แตกต่าง ชื่นชอบความเสี่ยง เป็นพวกกระตือรือร้น มักคิดว่าตัวเองฉลาด
3 แนวเพลงแบบ Country, Sound tracks, pop ผู้ที่ชื่นชอบแนวเพลงแบบนี้จะมีลักษณะ ร่าเริง ชอบคบค้าสมาคม น่าเชื่อถือ ชอบช่วยเหลือคนอื่น เป็นพวกประเพณีนิยม มักคิดว่าตัวเองเป็นคนน่าคบ แบบสุดท้ายคือ แนวเพลงแบบ Pap Hip Hop, Dance เป็นคนที่ ช่างพูดช่างเจรจา มีพลังสูง มักไม่ถือโทษโกรธเคือง
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างกีฬาที่เล่นกับความสามารถของบุคคลหนึ่ง
ในที่นี้จะกล่าวถึงจุดเด่นๆ ของความสามารถของกีฬาบางชนิด
ยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพ เช่น
ผู้ที่ชื่นชอบการเล่นกอล์ฟ
มักเป็นเป็นผู้ที่สุขุมรอบคอบ ทำงานเป็นระบบ มีความอดทน
มีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์
ผู้ที่ชอบเล่นวอลเลย์บอล บาสเก็ตบอล
จะมีจุดเด่นคือมีความสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ดี
และเก่งในการสร้างทีม
ซึ่งเหมาะกับงานลักษณะที่ต้องทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นอยู่เสมอขณะที่ผู้ที่ชอบการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
มักจะเป็นผู้ที่มีบุคลิกดีและชื่นชอบการเข้าสังคม และมีอัธยาศัยที่ดี
อาจจะเหมาะสมกับงานที่ต้องติดต่อสื่อสารกับคนอื่นอยู่เสมอ
แต่หากต้องการผู้ที่เก่งในการควบคุมดูแล และมีความเด็ดเดี่ยวในการทำงาน
ต้องเลือกผู้ที่เล่นกีฬาขี่ม้า
แต่หากต้องการผู้ที่สามารถควบคุมบริหารเวลาได้ดีอาจจะต้องพิจารณาจากผู้ที่
ชื่นชอบการเล่นดำน้ำ เป็นต้น
ความ สัมพันธ์จากสิ่งที่เราชอบ ก็มีผลต่อนิสัยเรื่องการทำงาน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงาน ก็คือความตั้งใจจริง และึความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งทุกคนต้องมี และไม่ว่างานอดิเรกของใครจะเป็นอย่างไร HR ก็จำเป็นต้องดูถึงบุคลิกภาพที่แท้จริงของบุคคลนั้น ๆ ไว้ก่อน การตัดสินใจจากการทำนายลักษณะนิสัยก็อาจจะไม่ตรงก็ได้เพราะการออกกำลังกาย หรือการฟังเพลงก็จะปรับเปลี่ยนไปได้ตามสังคมที่คน ๆ นั้นอยู่ค่ะ
บทความจาก http://lionjob.wordpress.com
วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554
เคล็ดลับการทำงานร่วมกับเจ้านายฝรั่ง
เคล็ดลับในการทำงานร่วมกับ ชาวต่างชาติ
1. จะรับปากอะไรก็ตามขอให้แน่ใจว่าเราสามารถทำได้
การ ที่คุณทำงานกับเจ้านายที่ เป็นชาวต่างชาติ ประเด็นสำคัญของการทำงานร่วมกันคือ ผลงานที่ออกมา หลาย ๆ คนไม่กล้าจะปฏิเสธคำสั่งหรือกล้าจะพูดและแสดงความคิดเห็นเมื่องานที่ได้รับ มอบหมายมันยากที่จะปฏิบัติให้สำเร็จตาม แผนงานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเวลา (เส้นตาย) ขอให้คุณแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างสุภาพและตรงไปตรงมา อย่าเกรงใจ โดยการพยักหน้าและบอกว่า Yes ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึง "เรากำลังรับฟัง" หากแต่ชาวต่างชาติเขาจะตีความหมายว่า "เราเห็นด้วยและตกลง" ตามนั้น ซึ่งเป็นการ "รับปาก (Promise)" สำหรับชาวต่างชาติเมื่อเรารับปากอะไรก็ตามแล้วเราไม่สามารถทำได้ นั่นหมายถึงคุณได้ทำลายความเชื่อถือ (Trust) ในตัวคุณลงโดยไม่รู้ตัว และในคราวต่อไปเราคงต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อเรียกความ เชื่อถือกลับมา เพราะขาดความไว้วางใจกันเสียแล้ว
ดังนั้น หากจะรับปากอะไรก็ตามขอให้แน่ใจว่าเราสามารถทำได้ตามที่รับปากเช่นนั้นจริง ๆ
2. กล้าที่จะถาม เมื่อมีปัญหา
ชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะรู้สึกยินดีเมื่อมอบหมายงาน แล้วลูกน้องมีคำถาม เพราะเป็นการแสดงถึงว่าเราให้ความสนใจกับรายละเอียดของงาน และเรายังแสดงออกถึงความต้องการที่จะเข้าใจเพื่อจะได้ทำงานให้สำเร็จลุล่วง หลาย ๆ คน ไม่ชอบถาม อาจจะกลัวเสียหน้าหรืออายที่จะถาม จงระลึกอยู่เสมอว่าเราอาจจะเสียหน้าบ้าง แต่ว่าดีกว่าสูญเสียความน่าเชื่อถือจากหัวหน้างานหรืออาจจะตกงานได้ง่าย ๆ หากเราเข้าใจผิด เพราะเราจะทำอะไรในคนละเรื่องกับสิ่งที่เขาต้องการก็เป็นได้ ฉะนั้น ต้องกล้าที่จะถามเมื่อไม่เข้าใจหรือมีปัญหา
3. เกิดความผิดพลาดในงาน ต้องรีบบอกเจ้านาย
กรณีที่คุณทำงานแล้วเกิดข้อผิดพลาดแล้วปกปิด เรื่องนั้นไว้ เพราะเกรงว่าจะทำให้ตัวเองถูกตำหนิหรือด้วยเหตุอื่นๆ แต่ว่าความจริงแล้วหากคุณบอกเจ้านายแต่เนิ่น ๆ ความเสียหายที่เกิดขึ้นและโอกาสของการแก้ไขปัญหาก็ง่ายขึ้นกว่าการปล่อยให้ เนิ่นนานออกไป แน่นอนที่สุด คุณอาจจะถูกเจ้านายของคุณโกรธบ้าง แต่แน่ใจได้เลยว่าเขาจะยิ่งโกรธมากขึ้นแน่ ๆ หากปล่อยให้เนิ่นนานออกไป หรือละเลยให้ความเสียหายยิ่งบานปลาย มีคนเคยกล่าวไว้ในสมรภูมิการ รบว่า "วันใดที่ทหารของคุณเลิกนำปัญหามาปรึกษากับคุณ แสดงว่าคุณไม่ได้เป็นผู้นำของเขาแล้ว เพราะเขาคงคิดว่าคุณไม่สามารถช่วยเขาได้หรือคุณไม่แคร์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดก็ตามถือว่าคุณล้มเหลวในความเป็นผู้นำ" คำกล่าวนี้น่าจะทำให้คุณกล้าที่จะเผชิญกับปัญหาแต่เนิ่น ๆ แล้วโดนตำหนิบ้างนิดหน่อย ดีกว่าปล่อยให้กลายเป็นเรื่องใหญ่
4. การสื่อสารระหว่างคุณกับเจ้านายต้องชัดเจน
สำหรับคนไทย การพูดตรงไปตรงมามักจะต้องระมัดระวังคำพูดมิให้คำกระทบกระทั่งความรู้สึกของ คนอื่น บ่อยครั้งทำให้เราพูดอ้อมค้อมเกินไปและไม่ตรงประเด็น แต่กับเจ้านายหรือชาวต่างชาติการพูดหรือสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาจะทำให้เขาพอ ใจมาก สัญญาณที่จะได้รับเมื่อเจ้านายคุณไม่เข้าใจคือ "คุณหมาย ความว่าอย่างไรที่บอกว่า...(What do you mean by that...?)" เมื่อเจออย่างนี้ต้องรีบแก้ไข สำหรับเคล็ดลับหรือวิธีการที่ดีที่ สุด คือ คุณต้องลำดับความคิดของคุณก่อน อาจจะเป็นการนั่งลงพร้อมกับกระดาษ แล้วเขียนความคิดของคุณว่าคุณต้องการคุยเรื่องอะไร มีที่มาหรือภูมิหลังว่าอย่างไร เกิดปัญหาอะไรขึ้นอะไรเป็นสาเหตุ มีข้อมูลอะไรสนับสนุน สุดท้ายมีข้อเสนอแนะอะไรสำหรับปัญหานั้นบ้าง และควรจะเสนอแนะหลาย ๆ ทางเลือก รวมทั้งเสนอทางเลือกในความเห็นของคุณ หากจะให้ดีก็ควรวิเคราะห์ต่อเนื่องถึงผลลัพธ์ หากตัดสินใจเลือกทางเลือกนั้นจะเกิดผลกระทบหรือความเสี่ยงอะไรตามมาได้บ้าง
5. รายงานความคืบหน้าของงานเป็นระยะ
เจ้านายหรือหัวหน้างานส่วนใหญ่ ต้องการทราบผลความคืบหน้าของงานเป็นระยะ ๆ เราควรจะรายงานเจ้านายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ในเรื่องของความ ถี่และรายละเอียด รูปแบบการสื่อสารก็อาจจะต้องศึกษาเจ้านายของคุณว่าเขาชอบให้รายงานทาง โทรศัพท์ คนบางคนต้องรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร คนบางคนต้องรายงานด้วยวาจาทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ ดูตามสไตล์ของแต่ละคนแล้วปรับประยุกต์ใช้
6. บันทึกสิ่งที่คุณทำเป็นลายลักษณ์อักษร
การบันทึกสิ่งที่คุณทำ บันทึกความเข้าใจ (MEMO) บันทึกการประชุม หรือรายละเอียดของงานจะช่วยคุณได้หลายกรณี เช่น ช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจตรงกัน นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่บันทึกผล งานและความสำเร็จต่างๆ ของเรา เราสามารถนำไปใช้อ้างอิงในอนาคต หรือนำไปใช้เมื่อต้องพิจารณาผลงานของเรา และยังเป็นหลักฐานยืนยันกับหัวหน้างานคนใหม่ เพราะเราในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้างาน
ทั้ง 6 ประการที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะเป็นแนวที่ดีสำหรับผู้ที่มีเจ้านายเป็นชาวต่างชาติ แต่กลวิธีที่ได้กล่าวไปแล้วไม่เฉพาะเจ้านายที่เป็นชาวต่าง ชาติ คนไทย หรือคนที่ไหนก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานของคุณได้ทั้งหมดนะคะ เพราะเจ้านายที่ไหนก็ตาม ย่อมต้องการลูกน้องที่ทำงานได้ดี และมีความกล้าแสดงออกกันทั้งนั้น
ข้อดีของการไปทำงานต่างจังหวัด
คนกรุงหลายคน เมื่อต้องไปทำงานต่างจังหวัด อาจจะโดนย้าย
หรือสมัครใจที่จะย้ายที่ำทำงานเอง ทำให้เกิดความกังวล
ว่าหากเราไปทำงานต่างถิ่นแล้วจะมีความสะดวกสบายอย่างที่เคยเป็นอยู่หรือไม่
เพราะแน่นอนว่า หากไปทำงานต่างจังหวัด ที่ไม่ใช่ปริมณฑลของกรุงเทพแล้ว
เงินเดือนจะต้องต่ำกว่าอยู่กรุงเทพแน่นอน
คนอยู่ต่างจังหวัด เขาพยายามจะหาโอกาส เข้ามาหางานทำในกรุงเทพ
เพื่อความเจริญก้าวหน้า และได้เงินเดือนสูง
เรื่องการใช้ชีวิตในต่างจังหวัดพวกเขามองแล้วมันไม่เริศหรูเหมือนกับการได้
อยู่ในกรุงเทพ ในสายตาของพวกเขาจะมองกรุงเทพเหมือนดั่งแดนศิวิไล
แห่งความเจริญรุ่งเรือง มีอนาคตก้าวหน้าแน่นอน
แต่ต่างจังหวัดก็มีข้อดีมากมาย ที่ทำให้คนกรุงหลายคน
ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ทั้ง ๆ ที่อาจจะไม่มีครอบครัว ญาติพี่น้อง
หรือใครที่รู้จักเลยก็ตาม แต่ก็อยากจะมาใช้ชีวิตอยู่ให้ได้
ข้อดีของการทำงานต่างจังหวัด
1.
หลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ เมื่อมาทำงานต่างจังหวัด
ความวุ่นวายของการแย่งชิง แย่งกันกิน แย่งกันซื้อ แย่งกันอยู่จะหายไป
ถึงแม้ตามเมืองใหญ่ ๆ ยังจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่รับรองว่า
น้อยกว่ากรุงเทพกว่า 70% แน่นอน
2. การจราจรไม่ติดขัด
ปัญหาพนักงานมาสาย เพราะรถติดจะหายไปกว่าครึ่ง
เพราะการเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดส่วนใหญ่แล้วท้องถนนจะไม่ค่อยมีรถมากมาย
นัก หากเป็นเซลล์ ที่กรุงเทพอาจจะต้องใช้เวลาทั้งวัน กว่าจะไปหาลูกค้าได้
3-4 คน แต่ที่ต่างจังหวัด การจราจรไม่ติดขัดอะไร
ก็สามารถไปหาลูกค้าได้เป็นสิบคนต่อวันทั้ง ๆ
ที่แต่ละบริษัทก็ไม่ได้อยู่ใกล้กัน
3. ค่าครองชีพ ถึงแม้ว่าเงินเดือนที่ต่างจังหวัดจะให้่น้อยกว่า
ฐานเงินเดือนต่ำกว่า แต่ค่าครองชีพ เงินที่ต้องใช้จะน้อยลง
ข้าวแกงเคยซื้อจานละ 30-40 บาท แต่หากอยู่ต่างจังหวัด
ข้าวแกงจานหนึ่งราคาจะลดลงมาก แต่ปริมาณเยอะขึ้นมากเลยทีเดียว
4. ความมีน้ำใจ ความเอื้ออาทรต่อคนมาใหม่ของคนท้องถิ่น
5. ได้เปิดโลกทัศน์ พบเจอผู้คนใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
6.
โอกาสความก้าวหน้าในชีิวิตการงาน มีสูง แน่นอนว่าที่ไหน ๆ
ก็ตามย่อมมีการแก่งแย่งชิงดี
แต่หากเรามั่นใจในความรู้ความสามารถของตัวเราเองแล้ว
ก็มั่นใจได้เลยว่าจะมีความก้าวหน้าในการงาน
เพราะยังมีบริษัทอีกมากมายที่รอคนเก่ง ๆ จากกรุงเทพ มาทำงานให้
7.
ทุกวันนี้ โลกออนไลน์ได้อยู่ตลอดเวลา การติดต่อไม่มีปัญหากับระยะทาง
เราสามารถติดต่องานออนไลน์ได้ เพราะผู้ร่วมงาน
และลูกค้าทุกคนของเราออนไลน์อยู่แล้ว ทำให้การประสานงานต่าง ๆ
เสมือนอยู่ที่กรุงเทพ หากจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์
ก็ยังสามารถใช้เบอร์โทรศัพท์ เป็นเบอร์โทร 02-xxxxxxx ได้ทั่วประเทศ
เทคโนโลยีที่ทำให้โลกเป็นสากล ทำให้ไม่ว่าเราอยู่ที่ไหน
ก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากันได้ตลอดเวลา
และทำให้ทุกพื้่นที่ทั่วประเทศ และทั่วโลก
เราก็สามารถใช้ความสามารถของเราได้เท่ากัน เห็นอย่างนี้แล้ว
เราก็สามารถเ้ลือกเองได้ ว่าเราจะทำงานที่ใด ที่ใจต้องการ หรือสบายใจได้เพราะ
ความจริงแล้ว ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน
การสร้างความสุขให้ตัวเองมันก็มีหลายวิธี
แล้วแต่ว่าใครจะรุ้จักหยิบยกวิธีการไหนมาใช้เท่านั้น
วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554
ต้นกำเนิดรองเท้าส้นสูง
เทคนิคการสมัครงานทาง e-mail
บริการ เนื่องจากมีขั้นตอนการใช้งานค่อนข้างง่าย สะดวก และประหยัด ซึ่งการสมัครงานผ่านทางอีเมล์ให้ได้งานสามารถทำได้ด้วยเทคนิคดังนี้
1. ควรระบุชื่ออีเมล์แอดเดรสของผู้รับให้ชัดเจนถูกต้อง
2. ควรระบุหัวเรื่องในการส่งอีเมล์ให้ชัดเจน เช่น ขอสมัครงานในตำแหน่ง
"......"
3. ข้อมูลในส่วนของประวัติส่วนตัวควรเขียนให้น่าสนใจ
4. ควรระบุเบอร์โทรศัพท์ของเราไปในอีเมล์ด้วย
5. ขนาดของตัวอักษรที่ใช้พิมพ์ข้อมความไม่ควรต่ำกว่า
14 และควรเลือกใช้ฟอนต์ที่ลงท้ายด้วย UPC เช่น AngsanaUPC, BrowalliaUPC หรือ CodiaUPC เพราะเป็นฟอนต์ที่ได้ติงตั้งมาพร้อมกับ Windows ทุกเวอร์ชั่น และคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ จะใช้งาน
Windows
6. ไม่ควรเลือกใช้ฟอนต์แปลก ๆ เช่ย ฟอนต์ตัวการ์ตูน เพราะดูไม่สุภาพ
7. ไม่ควรแนบไฟล์เอกสาร หรือข้อมูลต่าง ๆ ลงไปกับอีเมล์มากจนเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ว่าจ้างโหลดไฟล์ ข้อมูลได้ช้า หรืออาจทำให้เมล์บ็อซ์เต็ม จนไม่สามารถรับสมัครงานของเราได้
8. ก่อนแนบไฟล์ใด ๆ ส่งไปกับอีเมล์ เราต้องตรวจสอบดูก่อนว่าไฟล์ข้อมูล นั้นสามารถเปิดขึ้นมาใช้งานได้ หรือไม่
9. ควรทำการสแกนไวรัสทุกครั้งก่อนส่งไฟล์ข้อมูลไปสมัครงาน
10. สำหรับไฟล์ที่จะแนบไปกับอีเมล์ คสรเซฟเป็นนามสกุล
JPEG และควรเป็นไฟล์ที่มีชนาดเล็ก
11. หลังจาดส่งอีเมล์สมัครงานเรียบร้อยแล้ว เราควรเข้าไปตรวจสอบเช็กอีเมล์เป็นประจำ เพื่อจะได้รู้ว่ามีบริษัทใดติดต่อกลับมาหาเราบ้าง
ขอให้โชคดีนะคะ
บทความจาก www.lionjob.com/
เมื่อถูกเพื่อนร่วมงานอิจฉา
สังคมมนุษย์เป็นสังคมที่ไม่สามารถเปิดใจได้เต็มที่ มักจะเก็บนิสัยหลายๆ อย่างเอาไว้ แล้วค่อยๆ แสดงออกมา เช่นความอยากได้ในสิ่งต่างๆ ให้มากกว่าคนอื่นหรือเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งถูกกดเก็บเอาไว้ ต้องทำทีเหมือนไม่สนใจ แต่ลึกๆ ในใจแล้วอยากได้ให้เหมือนเขา หรือเกินหน้าเขาทั้งนั้น
มีหลายคนจดหมายมาฟ้องผมว่า ถูกอิจฉา ริษยา กีดกันความก้าวหน้าจากเพื่อนร่วมอาชีพ บางคนเป็นเพื่อนทาเคยรักใคร่สนิทสนมกันมาตอนเรียนมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ วิศวกร ก็อิจฉาวิศวกรด้วยกัน แพทย์ ก็อิจฉาแพทย์ด้วยกัน นักการเมือง ก็จับคู่อิจฉานักการเมือง ไฮโซ กับ ไฮโซ ก็แข่งขันกันสุดฤทธิ์ วิธีการแสดงความอิจฉาเพื่อนร่วมอาชีพหรือร่วมวงการนั้นมีหลายๆ อย่าง เช่น
• เอาเรื่องที่เป็นความลับ หรือเรื่องส่วนตัวที่ไม่ค่อยดีของเพื่อนไปขยายให้คนอื่นฟัง แถมใส่สีใส่ใข่ให้เกินความจริงด้วย
• เอาเรื่องที่คุยกันเล่นๆ ไปเล่าให้คนอื่นฟัง เพื่อหาพวกมาโจมตีเพื่อน
• หาทางจับผิดมากขึ้น แล้วฟ้องนายหรือฟ้องสังคมให้เพื่อนเป็นคนผิด
• แย่งงาน แย่งลูกค้า เอาหน้านาย หรือเอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง
• ถ้าอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ การแย่งแฟนกันก็พบได้บ่อยๆ
• แย่งที่นั่งเวลาฟังบรรยายหรือประชุม เพราะอยากให้นายเห็นหน้าตัวเองชัดๆ
• แย่งที่ยืนเวลาไปรอรับเจ้านายชั้นสูง พยายามเบียดเสียดอยากอยู่แถวหน้าใกล้คนสำคัญไม่ว่าจะยืนหรือนั่ง เบียดเพื่อนเสียกระเด็นไปเลย ฯลฯ
สาเหตุที่อิจฉานั้น เพราะเกรงว่าเพื่อนจะเด่นหรือได้ดีกว่า ทำให้ตัวเองถูกลดความสำคัญลง ซึ่งอาจเป็นความจริงหรือเป็นสิ่งที่เขาคิดเองก็ได้ เขาอาจจะเป็นคนสำคัญมากกว่าเพื่อนที่เขาอิจฉา แต่เนื่องจากเขามีจิตใจอ่อนแอ หรือขาดความรักเพื่อนมนุษย์ เป็นคนพาล เมื่อตัวเองทำได้ไม่ดีสมใจ แทนที่จะยอมรับความจริง พยายามทำความดีให้สุดความสามารถและแสดงความยินดีกับเพื่อนที่ทำงานได้เด่นดีกว่า กลับพาลเพื่อนที่ร่วมอาชีพว่าเป็นสาเหตุทำให้เขาไม่สามารถเด่นได้ดังใจนึก
เมื่อพบเพื่อนร่วมอาชีพอย่างนี้แล้ว ควรทำอย่างไรดีเล่า? ผมแนะนำให้อดทน และหาทางเลี่ยงจากเพื่อนแบบนี้เสีย เราคงเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้ เขามีนิสัย "พาล" อยู่แล้ว คบต่อไปก็เสียเวลา เสียความรู้สึกดีๆ การจะแก้นิสัยคนพาลให้เป็นคนดีนั้นไม่ง่ายหรอก มีสุภาษิตจีนกล่าวถึงการคบเพื่อนบอกไว้น่าสนใจ...ว่า"จงยอมผิดใจกับสุภาพชน แต่อย่าผิดใจกับคนพาล"
คุณคงงงๆ ใช่ไหม ว่าทำไมเป็นอย่างนั้น มันน่าจะยอมผิดใจกับคนพาลมากกว่าสุภาพชนอ่านต่อไปซิครับ"จงห่างไกลจากคนพาล แต่อย่าแสดงตัวให้เห็นเป็นศัตรู" นึกออกแล้วใช่ไหมว่า ไม่ใช่เพียงไม่ให้ผิดใจกับคนพาลเท่านั้น แต่ให้ห่างไกลไปเลย ถ้าเราขืนไปขัดใจและแสดงตัวเป็นศัตรูกับคนพาล ผลร้ายจะตามมามากขึ้น"คบคนดีควรผ่อนปรน คบคนชั่วควรระวังกวดขัน"
นั่นก็คือ เราต้องคอยกวดขันตัวเองไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับคนชั่วคนพาล เพื่อนพวกนี้ไปไม่ได้ไกลหรอก นิสัยไม่ดีจะแสดงออกบ่อยๆ ทำให้เป็นที่รังเกียจของคนร่วมวงการและคนทั่วไป แต่เราก็ควรยื่นเมตตาให้เขาบ้าง จะได้ไม่แค้นใจเขามากนักจนไม่มีความสุข โดยคิดว่าคนขี้อิจฉานั้นเขาก็ทุกข์เหมือนมีไฟอิจฉาอยู่ในอก ร้อนรุ่มอยู่ทุกวัน
ประโยคที่ทำลายอีโก้ของมนุษย์
บางคนแทบอยากไปตายให้สิ้นเรื่องไปเลย เพราะเขารู้สึกว่าเหมือนทำผิดมากขึ้น และให้คนอื่นดูถูกหรือเวทนาเขา อีโก้ หรือความเป็นตัวตนของเขาที่มีอยู่น้อยนิดในตอนผิดหวัง ก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้
มนุษย์เมื่อถูกทำลายอีโก้จนหมด จะอยากฆ่าตัวตาย อยากทำลายคนอื่นหรือสังคมได้ เพราะเขาไม่มีความอาย หรือละอายแก่ใจอีกแล้ว ประโยคที่ทำลายอีโก้ของมนุษย์ดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ควรพูด ถ้าจะพูดปลอบใจคนที่กำลังหมดหวัง เราควรจะถ่อมตัวลง แสดงความเข้าใจและเห็นใจเขา อยากช่วยเหลือ และให้ความหวังเขาด้วย เช่น อาจจะพูดว่า
น้ำเสียงที่พูดก็ต้องสุภาพ ถ่อมตน และมีความรู้สึกว่าเขาเป็นคนมีค่า ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสภาพใดก็ตาม เราต้องรู้จักแสดงความรักเพื่อนมนุษย์ให้เหมาะสม และถูกต้องนะครับ ไม่ใช่ไปแสดงความรักเพื่อนมนุษย์ แบบใช้ถ้อยคำที่แสดงความเห็นใจแบบทำลายอีโก้ของเขา จนเขาอยากตายจากไป
แล้วจะมาอ้างว่าฉันไม่รู้ เขาคิดมากไปเอง ช่วยไม่ได้นี่ ซึ่งก็คงช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเขาไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าจิตใจมนุษย์ยามตกต่ำนั้นมักจะเปราะบางและอ่อนแอ ถ้าไม่สิ่งใดสิ่งหนึ่งไปกระทบเข้า ก็แตกสลายได้ง่าย ตอนนี้ก็รู้แล้ว คงจะระวังคำพูดและน้ำเสียงที่จะแสดงกับเพื่อนมนุษย์ให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะเหมือนกับเรากำลังช่วยคนอื่น แต่กลายเป็นการทำบาปให้เขา
แม้จะอ้างว่าเป็น “บาปบริสุทธ์” ที่เกิดจากความไม่รู้ก็ตาม แต่ใครจะรับผิดชอบจาก “บาปบริสุทธ์” ที่เราก่อขึ้นหรือ??











