วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

BlogGang.com : : อาหมวยเล็ก..น้อย :

แนวเพลงที่ฟัง กับการคัดเลือกคนเข้าทำงาน


ช่วงนี้ำกำลังหาบทความเกี่ยวกับการคัดเลือกคนทำงานอยู่ค่ะ
ไป เจออยู่อันนึง น่าสนใจมาก ว่า หากจะรับเลือกคนเข้าทำงานสักคน ก็มีการสำรวจมาว่า งานอดิเรกที่คน ๆ ชอบทำนั้น มีส่วนสัมพันธ์กับลักษณะการทำงานของคนนั้น ๆ ด้วย

ซึ่งการวิจัยจาก jobtopgun ได้แยกออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ แนวเพลงที่ฟังและชนิดของกีฬาที่เล่น โดยแบ่งแนวการฟังเพลงเป็น 3 ประเภท คือ

Smiley1. แนวคลาสสิก JASS FOLK ซึ่ง คนที่ชื่นชอบแนวเพลงแบบนี้ มักจะมีแนวโน้มที่เป็นคนแบบนักคิด นักประดิษฐ์ มีความอดทนอดกลั้นต่อคนรอบข้าง ปฏิเสธแนวคิดแบบ conservative

Smiley2. คือคนที่ชื่นชอบการฟังเพลงแนว Rock, Alternative, Heavy metal มักจะมีลักษณะเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็นอะไรแปลกใหม่ แตกต่าง ชื่นชอบความเสี่ยง เป็นพวกกระตือรือร้น มักคิดว่าตัวเองฉลาด

Smiley3 แนวเพลงแบบ Country, Sound tracks, pop ผู้ที่ชื่นชอบแนวเพลงแบบนี้จะมีลักษณะ ร่าเริง ชอบคบค้าสมาคม น่าเชื่อถือ ชอบช่วยเหลือคนอื่น เป็นพวกประเพณีนิยม มักคิดว่าตัวเองเป็นคนน่าคบ แบบสุดท้ายคือ แนวเพลงแบบ Pap Hip Hop, Dance เป็นคนที่ ช่างพูดช่างเจรจา มีพลังสูง มักไม่ถือโทษโกรธเคือง


ด้านความสัมพันธ์ระหว่างกีฬาที่เล่นกับความสามารถของบุคคลหนึ่ง


ในที่นี้จะกล่าวถึงจุดเด่นๆ ของความสามารถของกีฬาบางชนิด
ยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพ เช่น


Smileyผู้ที่ชื่นชอบการเล่นกอล์ฟ
มักเป็นเป็นผู้ที่สุขุมรอบคอบ ทำงานเป็นระบบ มีความอดทน
มีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์


Smileyผู้ที่ชอบเล่นวอลเลย์บอล บาสเก็ตบอล
จะมีจุดเด่นคือมีความสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ดี
และเก่งในการสร้างทีม
ซึ่งเหมาะกับงานลักษณะที่ต้องทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นอยู่เสมอ

Smileyขณะที่ผู้ที่ชอบการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
มักจะเป็นผู้ที่มีบุคลิกดีและชื่นชอบการเข้าสังคม และมีอัธยาศัยที่ดี
อาจจะเหมาะสมกับงานที่ต้องติดต่อสื่อสารกับคนอื่นอยู่เสมอ


Smileyแต่หากต้องการผู้ที่เก่งในการควบคุมดูแล และมีความเด็ดเดี่ยวในการทำงาน
ต้องเลือกผู้ที่เล่นกีฬาขี่ม้า


Smileyแต่หากต้องการผู้ที่สามารถควบคุมบริหารเวลาได้ดีอาจจะต้องพิจารณาจากผู้ที่
ชื่นชอบการเล่นดำน้ำ เป็นต้น



ความ สัมพันธ์จากสิ่งที่เราชอบ ก็มีผลต่อนิสัยเรื่องการทำงาน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงาน ก็คือความตั้งใจจริง และึความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งทุกคนต้องมี และไม่ว่างานอดิเรกของใครจะเป็นอย่างไร HR ก็จำเป็นต้องดูถึงบุคลิกภาพที่แท้จริงของบุคคลนั้น ๆ ไว้ก่อน การตัดสินใจจากการทำนายลักษณะนิสัยก็อาจจะไม่ตรงก็ได้เพราะการออกกำลังกาย หรือการฟังเพลงก็จะปรับเปลี่ยนไปได้ตามสังคมที่คน ๆ นั้นอยู่ค่ะ


บทความจาก http://lionjob.wordpress.com

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

เคล็ดลับการทำงานร่วมกับเจ้านายฝรั่ง

หากคุณต้องทำงานกับเจ้านาย หรือนายจ้างที่เป็นชาวต่างชาติ คุณจะมีวิธีปฏิบัติตัวอย่างไรให้เป็นที่ประทับใจหรือเข้าตาเจ้านายฝรั่งของ คุณ?? คนที่เตรียมตัวต้องทำงานกับเจ้านายต่างชาติก็ต้องคิดให้เข้ากันกับอุปนิสัยของเจ้านายดังนี้ค่ะ


เคล็ดลับในการทำงานร่วมกับ ชาวต่างชาติ



1. จะรับปากอะไรก็ตามขอให้แน่ใจว่าเราสามารถทำได้
การ ที่คุณทำงานกับเจ้านายที่ เป็นชาวต่างชาติ ประเด็นสำคัญของการทำงานร่วมกันคือ ผลงานที่ออกมา หลาย ๆ คนไม่กล้าจะปฏิเสธคำสั่งหรือกล้าจะพูดและแสดงความคิดเห็นเมื่องานที่ได้รับ มอบหมายมันยากที่จะปฏิบัติให้สำเร็จตาม แผนงานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเวลา (เส้นตาย) ขอให้คุณแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างสุภาพและตรงไปตรงมา อย่าเกรงใจ โดยการพยักหน้าและบอกว่า Yes ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึง "เรากำลังรับฟัง" หากแต่ชาวต่างชาติเขาจะตีความหมายว่า "เราเห็นด้วยและตกลง" ตามนั้น ซึ่งเป็นการ "รับปาก (Promise)" สำหรับชาวต่างชาติเมื่อเรารับปากอะไรก็ตามแล้วเราไม่สามารถทำได้ นั่นหมายถึงคุณได้ทำลายความเชื่อถือ (Trust) ในตัวคุณลงโดยไม่รู้ตัว และในคราวต่อไปเราคงต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อเรียกความ เชื่อถือกลับมา เพราะขาดความไว้วางใจกันเสียแล้ว
ดังนั้น หากจะรับปากอะไรก็ตามขอให้แน่ใจว่าเราสามารถทำได้ตามที่รับปากเช่นนั้นจริง ๆ

2. กล้าที่จะถาม เมื่อมีปัญหา
ชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะรู้สึกยินดีเมื่อมอบหมายงาน แล้วลูกน้องมีคำถาม เพราะเป็นการแสดงถึงว่าเราให้ความสนใจกับรายละเอียดของงาน และเรายังแสดงออกถึงความต้องการที่จะเข้าใจเพื่อจะได้ทำงานให้สำเร็จลุล่วง หลาย ๆ คน ไม่ชอบถาม อาจจะกลัวเสียหน้าหรืออายที่จะถาม จงระลึกอยู่เสมอว่าเราอาจจะเสียหน้าบ้าง แต่ว่าดีกว่าสูญเสียความน่าเชื่อถือจากหัวหน้างานหรืออาจจะตกงานได้ง่าย ๆ หากเราเข้าใจผิด เพราะเราจะทำอะไรในคนละเรื่องกับสิ่งที่เขาต้องการก็เป็นได้ ฉะนั้น ต้องกล้าที่จะถามเมื่อไม่เข้าใจหรือมีปัญหา


3. เกิดความผิดพลาดในงาน ต้องรีบบอกเจ้านาย
กรณีที่คุณทำงานแล้วเกิดข้อผิดพลาดแล้วปกปิด เรื่องนั้นไว้ เพราะเกรงว่าจะทำให้ตัวเองถูกตำหนิหรือด้วยเหตุอื่นๆ แต่ว่าความจริงแล้วหากคุณบอกเจ้านายแต่เนิ่น ๆ ความเสียหายที่เกิดขึ้นและโอกาสของการแก้ไขปัญหาก็ง่ายขึ้นกว่าการปล่อยให้ เนิ่นนานออกไป แน่นอนที่สุด คุณอาจจะถูกเจ้านายของคุณโกรธบ้าง แต่แน่ใจได้เลยว่าเขาจะยิ่งโกรธมากขึ้นแน่ ๆ หากปล่อยให้เนิ่นนานออกไป หรือละเลยให้ความเสียหายยิ่งบานปลาย มีคนเคยกล่าวไว้ในสมรภูมิการ รบว่า "วันใดที่ทหารของคุณเลิกนำปัญหามาปรึกษากับคุณ แสดงว่าคุณไม่ได้เป็นผู้นำของเขาแล้ว เพราะเขาคงคิดว่าคุณไม่สามารถช่วยเขาได้หรือคุณไม่แคร์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดก็ตามถือว่าคุณล้มเหลวในความเป็นผู้นำ" คำกล่าวนี้น่าจะทำให้คุณกล้าที่จะเผชิญกับปัญหาแต่เนิ่น ๆ แล้วโดนตำหนิบ้างนิดหน่อย ดีกว่าปล่อยให้กลายเป็นเรื่องใหญ่


4. การสื่อสารระหว่างคุณกับเจ้านายต้องชัดเจน
สำหรับคนไทย การพูดตรงไปตรงมามักจะต้องระมัดระวังคำพูดมิให้คำกระทบกระทั่งความรู้สึกของ คนอื่น บ่อยครั้งทำให้เราพูดอ้อมค้อมเกินไปและไม่ตรงประเด็น แต่กับเจ้านายหรือชาวต่างชาติการพูดหรือสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาจะทำให้เขาพอ ใจมาก สัญญาณที่จะได้รับเมื่อเจ้านายคุณไม่เข้าใจคือ "คุณหมาย ความว่าอย่างไรที่บอกว่า...(What do you mean by that...?)" เมื่อเจออย่างนี้ต้องรีบแก้ไข สำหรับเคล็ดลับหรือวิธีการที่ดีที่ สุด คือ คุณต้องลำดับความคิดของคุณก่อน อาจจะเป็นการนั่งลงพร้อมกับกระดาษ แล้วเขียนความคิดของคุณว่าคุณต้องการคุยเรื่องอะไร มีที่มาหรือภูมิหลังว่าอย่างไร เกิดปัญหาอะไรขึ้นอะไรเป็นสาเหตุ มีข้อมูลอะไรสนับสนุน สุดท้ายมีข้อเสนอแนะอะไรสำหรับปัญหานั้นบ้าง และควรจะเสนอแนะหลาย ๆ ทางเลือก รวมทั้งเสนอทางเลือกในความเห็นของคุณ หากจะให้ดีก็ควรวิเคราะห์ต่อเนื่องถึงผลลัพธ์ หากตัดสินใจเลือกทางเลือกนั้นจะเกิดผลกระทบหรือความเสี่ยงอะไรตามมาได้บ้าง


5. รายงานความคืบหน้าของงานเป็นระยะ
เจ้านายหรือหัวหน้างานส่วนใหญ่ ต้องการทราบผลความคืบหน้าของงานเป็นระยะ ๆ เราควรจะรายงานเจ้านายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ในเรื่องของความ ถี่และรายละเอียด รูปแบบการสื่อสารก็อาจจะต้องศึกษาเจ้านายของคุณว่าเขาชอบให้รายงานทาง โทรศัพท์ คนบางคนต้องรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร คนบางคนต้องรายงานด้วยวาจาทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ ดูตามสไตล์ของแต่ละคนแล้วปรับประยุกต์ใช้


6. บันทึกสิ่งที่คุณทำเป็นลายลักษณ์อักษร
การบันทึกสิ่งที่คุณทำ บันทึกความเข้าใจ (MEMO) บันทึกการประชุม หรือรายละเอียดของงานจะช่วยคุณได้หลายกรณี เช่น ช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจตรงกัน นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่บันทึกผล งานและความสำเร็จต่างๆ ของเรา เราสามารถนำไปใช้อ้างอิงในอนาคต หรือนำไปใช้เมื่อต้องพิจารณาผลงานของเรา และยังเป็นหลักฐานยืนยันกับหัวหน้างานคนใหม่ เพราะเราในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้างาน

ทั้ง 6 ประการที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะเป็นแนวที่ดีสำหรับผู้ที่มีเจ้านายเป็นชาวต่างชาติ แต่กลวิธีที่ได้กล่าวไปแล้วไม่เฉพาะเจ้านายที่เป็นชาวต่าง ชาติ คนไทย หรือคนที่ไหนก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานของคุณได้ทั้งหมดนะคะ เพราะเจ้านายที่ไหนก็ตาม ย่อมต้องการลูกน้องที่ทำงานได้ดี และมีความกล้าแสดงออกกันทั้งนั้น

ข้อดีของการไปทำงานต่างจังหวัด

ข้อดีของการไปทำงานต่างจังหวัด



   คนกรุงหลายคน เมื่อต้องไปทำงานต่างจังหวัด อาจจะโดนย้าย
หรือสมัครใจที่จะย้ายที่ำทำงานเอง ทำให้เกิดความกังวล
ว่าหากเราไปทำงานต่างถิ่นแล้วจะมีความสะดวกสบายอย่างที่เคยเป็นอยู่หรือไม่
เพราะแน่นอนว่า หากไปทำงานต่างจังหวัด ที่ไม่ใช่ปริมณฑลของกรุงเทพแล้ว
เงินเดือนจะต้องต่ำกว่าอยู่กรุงเทพแน่นอน

คนอยู่ต่างจังหวัด  เขาพยายามจะหาโอกาส เข้ามาหางานทำในกรุงเทพ
เพื่อความเจริญก้าวหน้า และได้เงินเดือนสูง  
เรื่องการใช้ชีวิตในต่างจังหวัดพวกเขามองแล้วมันไม่เริศหรูเหมือนกับการได้
อยู่ในกรุงเทพ ในสายตาของพวกเขาจะมองกรุงเทพเหมือนดั่งแดนศิวิไล
แห่งความเจริญรุ่งเรือง มีอนาคตก้าวหน้าแน่นอน  


   
แต่ต่างจังหวัดก็มีข้อดีมากมาย ที่ทำให้คนกรุงหลายคน
ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ทั้ง ๆ ที่อาจจะไม่มีครอบครัว ญาติพี่น้อง
หรือใครที่รู้จักเลยก็ตาม แต่ก็อยากจะมาใช้ชีวิตอยู่ให้ได้

ข้อดีของการทำงานต่างจังหวัด

1.
หลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ เมื่อมาทำงานต่างจังหวัด
ความวุ่นวายของการแย่งชิง แย่งกันกิน แย่งกันซื้อ แย่งกันอยู่จะหายไป
ถึงแม้ตามเมืองใหญ่ ๆ ยังจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่รับรองว่า
น้อยกว่ากรุงเทพกว่า 70% แน่นอน

2. การจราจรไม่ติดขัด
ปัญหาพนักงานมาสาย เพราะรถติดจะหายไปกว่าครึ่ง
เพราะการเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดส่วนใหญ่แล้วท้องถนนจะไม่ค่อยมีรถมากมาย
นัก หากเป็นเซลล์ ที่กรุงเทพอาจจะต้องใช้เวลาทั้งวัน กว่าจะไปหาลูกค้าได้
3-4 คน แต่ที่ต่างจังหวัด การจราจรไม่ติดขัดอะไร
ก็สามารถไปหาลูกค้าได้เป็นสิบคนต่อวันทั้ง ๆ
ที่แต่ละบริษัทก็ไม่ได้อยู่ใกล้กัน


3. ค่าครองชีพ ถึงแม้ว่าเงินเดือนที่ต่างจังหวัดจะให้่น้อยกว่า
ฐานเงินเดือนต่ำกว่า แต่ค่าครองชีพ เงินที่ต้องใช้จะน้อยลง
ข้าวแกงเคยซื้อจานละ 30-40 บาท แต่หากอยู่ต่างจังหวัด
ข้าวแกงจานหนึ่งราคาจะลดลงมาก แต่ปริมาณเยอะขึ้นมากเลยทีเดียว

4. ความมีน้ำใจ ความเอื้ออาทรต่อคนมาใหม่ของคนท้องถิ่น

5. ได้เปิดโลกทัศน์ พบเจอผู้คนใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา

6.
โอกาสความก้าวหน้าในชีิวิตการงาน มีสูง แน่นอนว่าที่ไหน ๆ
ก็ตามย่อมมีการแก่งแย่งชิงดี
แต่หากเรามั่นใจในความรู้ความสามารถของตัวเราเองแล้ว
ก็มั่นใจได้เลยว่าจะมีความก้าวหน้าในการงาน
เพราะยังมีบริษัทอีกมากมายที่รอคนเก่ง ๆ จากกรุงเทพ มาทำงานให้

7.
ทุกวันนี้ โลกออนไลน์ได้อยู่ตลอดเวลา การติดต่อไม่มีปัญหากับระยะทาง
เราสามารถติดต่องานออนไลน์ได้ เพราะผู้ร่วมงาน
และลูกค้าทุกคนของเราออนไลน์อยู่แล้ว ทำให้การประสานงานต่าง ๆ
เสมือนอยู่ที่กรุงเทพ หากจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์
ก็ยังสามารถใช้เบอร์โทรศัพท์ เป็นเบอร์โทร 02-xxxxxxx ได้ทั่วประเทศ
   
เทคโนโลยีที่ทำให้โลกเป็นสากล ทำให้ไม่ว่าเราอยู่ที่ไหน
ก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากันได้ตลอดเวลา
และทำให้ทุกพื้่นที่ทั่วประเทศ และทั่วโลก
เราก็สามารถใช้ความสามารถของเราได้เท่ากัน เห็นอย่างนี้แล้ว
เราก็สามารถเ้ลือกเองได้ ว่าเราจะทำงานที่ใด ที่ใจต้องการ หรือสบายใจได้เพราะ
ความจริงแล้ว ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน 
การสร้างความสุขให้ตัวเองมันก็มีหลายวิธี
 แล้วแต่ว่าใครจะรุ้จักหยิบยกวิธีการไหนมาใช้เท่านั้น

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

ต้นกำเนิดรองเท้าส้นสูง

ต้นกำเนิดของรองเท้าส้นสูง


มาดูความเป็นมาของรองเท้าส้นสูง ซึ่งสาวๆ นิยมใส่กันเพื่อบุคลิกภาพที่ดี และสง่างามกันดีกว่า...

เชื่อกันว่า รองเท้าส้นสูงถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนขี่ม้าที่มักจะทำเท้าลื่นหลุดจากเหล็กวางเท้า โดยส้นของรองเท้าที่ใช้แก้ปัญหาการลื่นหลุดนี้จะสูงประมาณ 1 นิ้วถึง 1 นิ้วครึ่ง ปรากฎขึ้นในราวๆ ปี 1500 ซึ่งลักษณะของรองเท้าที่ว่านี้ก็คือรองเท้าบูทของคาวบอยนั่นเอง

รองเท้าสำหรับขี่ม้านี้เองที่เป็นต้นแบบของรองเท้าส้นสูงในช่วง 3 ทศวรรษแรก โดยฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกๆ ที่ใช้รองเท้าส้นสูง โดยเฉพาะในหมู่ผู้ชาย จนส้นรองเท้าเริ่มสูงขึ้นและบางลงจนไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการขี่ม้าได้อีก แต่กลับใช้เป็นแฟชั่นเฉพาะในราชสำนักแทน ซึ่งช่วงปี 1600 รองเท้าส้นสูงของผู้ชายเมืองน้ำหอมนั้นสูงประมาณ 3-4 นิ้วทีเดียว

ทั้งนี้ ในปี 1533 ภรรยาแคระของดุ๊กออฟออร์ลีนส์ที่ชื่อ แคทเธอรีน เดอ เมดิซี ได้ไหว้วานให้ช่างทำรองเท้าออกแบบรองเท้าให้เธอคู่หนึ่งให้เป็นได้ทั้งรองเท้าแฟชั่นและเพื่อเพิ่มความสูงของเธอ ซึ่งรองเท้าของเธอคู่นี้เพิ่มพื้นรองเท้าให้สูงขึ้นทั้งด้านนิ้วเท้าและส้นเท้าด้วย ทำให้มีลักษณะคล้ายรองเท้าส้นตึก แต่ตรงส้นจะมีความสูงมากกว่า

จากนั้นมา รองเท้าส้นสูงก็เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ทั้งชายและหญิงในราชสำนักของฝรั่งเศส และยังกระจายไปถึงพวกชนชั้นขุนนางในประเทศอื่นๆ อีก จนรองเท้าส้นสูงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ดังนั้น ทั้งชายและหญิงจึงเริ่มใส่รองเท้าส้นสูงเพื่อแสดงออกถึงความเป็นชนชั้นสูงตลอดศตวรรษที่ 17 และ18

อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าใกล้ช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ในช่วงปลาย 1700 ความนิยมใส่รองเท้าส้นสูงก็เริ่มเสื่อมลง และตลอดศตวรรษที่ 18 ทั้งชายและหญิงเลือกที่จะใส่รองเท้าพื้นราบและรองเท้าแตะแทน ทว่า แฟชั่นรองเท้าส้นสูงกลับฟื้นขึ้นอีกครั้งราวปลายศตวรรษที่ 18 ในหมู่สาวๆ ทั่วไป



เทคนิคการสมัครงานทาง e-mail

เทคนิคการสมัครงานทาง e-mail



การสมัครงานทางอีเมล์เป็นการสมัครงานรูปแบบหนึ่งที่คนส่วนมากนิยมเข้ามาใช้
บริการ
เนื่องจากมีขั้นตอนการใช้งานค่อนข้างง่าย สะดวก และประหยัด ซึ่งการสมัครงานผ่านทางอีเมล์ให้ได้งานสามารถทำได้ด้วยเทคนิคดังนี้


1. ควรระบุชื่ออีเมล์แอดเดรสของผู้รับให้ชัดเจนถูกต้อง

2. ควรระบุหัวเรื่องในการส่งอีเมล์ให้ชัดเจน เช่น ขอสมัครงานในตำแหน่ง
 "......"

3. ข้อมูลในส่วนของประวัติส่วนตัวควรเขียนให้น่าสนใจ

4. ควรระบุเบอร์โทรศัพท์ของเราไปในอีเมล์ด้วย

5. ขนาดของตัวอักษรที่ใช้พิมพ์ข้อมความไม่ควรต่ำกว่า
14  และควรเลือกใช้ฟอนต์ที่ลงท้ายด้วย UPC เช่น  AngsanaUPC, BrowalliaUPC หรือ CodiaUPC เพราะเป็นฟอนต์ที่ได้ติงตั้งมาพร้อมกับ Windows ทุกเวอร์ชั่น และคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ จะใช้งาน
Windows

6. ไม่ควรเลือกใช้ฟอนต์แปลก ๆ เช่ย ฟอนต์ตัวการ์ตูน เพราะดูไม่สุภาพ

7. ไม่ควรแนบไฟล์เอกสาร หรือข้อมูลต่าง ๆ ลงไปกับอีเมล์มากจนเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ว่าจ้างโหลดไฟล์ ข้อมูลได้ช้า หรืออาจทำให้เมล์บ็อซ์เต็ม จนไม่สามารถรับสมัครงานของเราได้

8. ก่อนแนบไฟล์ใด ๆ ส่งไปกับอีเมล์ เราต้องตรวจสอบดูก่อนว่าไฟล์ข้อมูล นั้นสามารถเปิดขึ้นมาใช้งานได้ หรือไม่

9. ควรทำการสแกนไวรัสทุกครั้งก่อนส่งไฟล์ข้อมูลไปสมัครงาน

10. สำหรับไฟล์ที่จะแนบไปกับอีเมล์ คสรเซฟเป็นนามสกุล
JPEG และควรเป็นไฟล์ที่มีชนาดเล็ก

11. หลังจาดส่งอีเมล์สมัครงานเรียบร้อยแล้ว เราควรเข้าไปตรวจสอบเช็กอีเมล์เป็นประจำ เพื่อจะได้รู้ว่ามีบริษัทใดติดต่อกลับมาหาเราบ้าง

ขอให้โชคดีนะคะ Smiley

บทความจาก www.lionjob.com/

เมื่อถูกเพื่อนร่วมงานอิจฉา

เมื่อถูกเพื่อนร่วมงานอิจฉา 



      สังคมมนุษย์เป็นสังคมที่ไม่สามารถเปิดใจได้เต็มที่ มักจะเก็บนิสัยหลายๆ อย่างเอาไว้ แล้วค่อยๆ แสดงออกมา เช่นความอยากได้ในสิ่งต่างๆ ให้มากกว่าคนอื่นหรือเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งถูกกดเก็บเอาไว้ ต้องทำทีเหมือนไม่สนใจ แต่ลึกๆ ในใจแล้วอยากได้ให้เหมือนเขา หรือเกินหน้าเขาทั้งนั้น

      มีหลายคนจดหมายมาฟ้องผมว่า ถูกอิจฉา ริษยา กีดกันความก้าวหน้าจากเพื่อนร่วมอาชีพ บางคนเป็นเพื่อนทาเคยรักใคร่สนิทสนมกันมาตอนเรียนมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ วิศวกร ก็อิจฉาวิศวกรด้วยกัน แพทย์ ก็อิจฉาแพทย์ด้วยกัน นักการเมือง ก็จับคู่อิจฉานักการเมือง ไฮโซ กับ ไฮโซ ก็แข่งขันกันสุดฤทธิ์ วิธีการแสดงความอิจฉาเพื่อนร่วมอาชีพหรือร่วมวงการนั้นมีหลายๆ อย่าง เช่น

   • เอาเรื่องที่เป็นความลับ หรือเรื่องส่วนตัวที่ไม่ค่อยดีของเพื่อนไปขยายให้คนอื่นฟัง แถมใส่สีใส่ใข่ให้เกินความจริงด้วย

   • เอาเรื่องที่คุยกันเล่นๆ ไปเล่าให้คนอื่นฟัง เพื่อหาพวกมาโจมตีเพื่อน

   • หาทางจับผิดมากขึ้น แล้วฟ้องนายหรือฟ้องสังคมให้เพื่อนเป็นคนผิด

   • แย่งงาน แย่งลูกค้า เอาหน้านาย หรือเอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง

   • ถ้าอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ การแย่งแฟนกันก็พบได้บ่อยๆ

   • แย่งที่นั่งเวลาฟังบรรยายหรือประชุม เพราะอยากให้นายเห็นหน้าตัวเองชัดๆ

   • แย่งที่ยืนเวลาไปรอรับเจ้านายชั้นสูง พยายามเบียดเสียดอยากอยู่แถวหน้าใกล้คนสำคัญไม่ว่าจะยืนหรือนั่ง เบียดเพื่อนเสียกระเด็นไปเลย ฯลฯ

      สาเหตุที่อิจฉานั้น เพราะเกรงว่าเพื่อนจะเด่นหรือได้ดีกว่า ทำให้ตัวเองถูกลดความสำคัญลง ซึ่งอาจเป็นความจริงหรือเป็นสิ่งที่เขาคิดเองก็ได้ เขาอาจจะเป็นคนสำคัญมากกว่าเพื่อนที่เขาอิจฉา แต่เนื่องจากเขามีจิตใจอ่อนแอ หรือขาดความรักเพื่อนมนุษย์ เป็นคนพาล เมื่อตัวเองทำได้ไม่ดีสมใจ แทนที่จะยอมรับความจริง พยายามทำความดีให้สุดความสามารถและแสดงความยินดีกับเพื่อนที่ทำงานได้เด่นดีกว่า กลับพาลเพื่อนที่ร่วมอาชีพว่าเป็นสาเหตุทำให้เขาไม่สามารถเด่นได้ดังใจนึก

      เมื่อพบเพื่อนร่วมอาชีพอย่างนี้แล้ว ควรทำอย่างไรดีเล่า? ผมแนะนำให้อดทน และหาทางเลี่ยงจากเพื่อนแบบนี้เสีย เราคงเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้ เขามีนิสัย "พาล" อยู่แล้ว คบต่อไปก็เสียเวลา เสียความรู้สึกดีๆ การจะแก้นิสัยคนพาลให้เป็นคนดีนั้นไม่ง่ายหรอก มีสุภาษิตจีนกล่าวถึงการคบเพื่อนบอกไว้น่าสนใจ...ว่า"จงยอมผิดใจกับสุภาพชน แต่อย่าผิดใจกับคนพาล"

      คุณคงงงๆ ใช่ไหม ว่าทำไมเป็นอย่างนั้น มันน่าจะยอมผิดใจกับคนพาลมากกว่าสุภาพชนอ่านต่อไปซิครับ"จงห่างไกลจากคนพาล แต่อย่าแสดงตัวให้เห็นเป็นศัตรู" นึกออกแล้วใช่ไหมว่า ไม่ใช่เพียงไม่ให้ผิดใจกับคนพาลเท่านั้น แต่ให้ห่างไกลไปเลย ถ้าเราขืนไปขัดใจและแสดงตัวเป็นศัตรูกับคนพาล ผลร้ายจะตามมามากขึ้น"คบคนดีควรผ่อนปรน คบคนชั่วควรระวังกวดขัน"

      นั่นก็คือ เราต้องคอยกวดขันตัวเองไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับคนชั่วคนพาล เพื่อนพวกนี้ไปไม่ได้ไกลหรอก นิสัยไม่ดีจะแสดงออกบ่อยๆ ทำให้เป็นที่รังเกียจของคนร่วมวงการและคนทั่วไป แต่เราก็ควรยื่นเมตตาให้เขาบ้าง จะได้ไม่แค้นใจเขามากนักจนไม่มีความสุข โดยคิดว่าคนขี้อิจฉานั้นเขาก็ทุกข์เหมือนมีไฟอิจฉาอยู่ในอก ร้อนรุ่มอยู่ทุกวัน

ประโยคที่ทำลายอีโก้ของมนุษย์

ประโยคที่ทำลายอีโก้ของมนุษย์

      น้ำเสียง และคำพูดบางคำ แทนที่จะช่วยปลอบใจคนอื่น กลับกลายเป็นเสมือนหอกดาบที่ทิ่มแทงเขาให้เจ็บปวดยิ่งขึ้น เวลาคุณทำอะไรผิดพลาด หรือกำลังหมดหวังในชีวิต แล้วมีเพื่อนสนิทหรือคนรู้จักที่เคยนับถือกันมาพูดกับคุณว่า

Smiley"ไม่น่าเลยนะ ไม่ควรเลย" หรือ "ฉันบอกเธอแล้ว!" คุณฟังแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?โดยเฉพาะถ้าเขาพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความผิดหวัง ประชด หรือสมเพช คุณจะยิ่งทุกข์ใจมากยิ่งขึ้น

      บางคนแทบอยากไปตายให้สิ้นเรื่องไปเลย เพราะเขารู้สึกว่าเหมือนทำผิดมากขึ้น และให้คนอื่นดูถูกหรือเวทนาเขา อีโก้ หรือความเป็นตัวตนของเขาที่มีอยู่น้อยนิดในตอนผิดหวัง ก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้

     มนุษย์เมื่อถูกทำลายอีโก้จนหมด จะอยากฆ่าตัวตาย อยากทำลายคนอื่นหรือสังคมได้ เพราะเขาไม่มีความอาย หรือละอายแก่ใจอีกแล้ว ประโยคที่ทำลายอีโก้ของมนุษย์ดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ควรพูด ถ้าจะพูดปลอบใจคนที่กำลังหมดหวัง เราควรจะถ่อมตัวลง แสดงความเข้าใจและเห็นใจเขา อยากช่วยเหลือ และให้ความหวังเขาด้วย เช่น อาจจะพูดว่า

Smiley"ฉันเห็นใจเธอมาก""ฉันเข้าใจเธอนะ" "ฉันก็เคยตกที่นั่งแบบนี้มาก่อน""เริ่มใหม่นะ ฉันเอาใจช่วย และมองหาทางช่วยด้วย" คำพูดเหล่านี้เท่ากับไปเสริมอีโก้ที่กำลังอ่อนแอของเขาให้เข้มแข็งขึ้น แล้วเขาก็จะดำเนินชีวิตต่อไปได้ 


      น้ำเสียงที่พูดก็ต้องสุภาพ ถ่อมตน และมีความรู้สึกว่าเขาเป็นคนมีค่า ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสภาพใดก็ตาม เราต้องรู้จักแสดงความรักเพื่อนมนุษย์ให้เหมาะสม และถูกต้องนะครับ ไม่ใช่ไปแสดงความรักเพื่อนมนุษย์ แบบใช้ถ้อยคำที่แสดงความเห็นใจแบบทำลายอีโก้ของเขา จนเขาอยากตายจากไป

      แล้วจะมาอ้างว่าฉันไม่รู้ เขาคิดมากไปเอง ช่วยไม่ได้นี่ ซึ่งก็คงช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเขาไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าจิตใจมนุษย์ยามตกต่ำนั้นมักจะเปราะบางและอ่อนแอ ถ้าไม่สิ่งใดสิ่งหนึ่งไปกระทบเข้า ก็แตกสลายได้ง่าย ตอนนี้ก็รู้แล้ว คงจะระวังคำพูดและน้ำเสียงที่จะแสดงกับเพื่อนมนุษย์ให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะเหมือนกับเรากำลังช่วยคนอื่น แต่กลายเป็นการทำบาปให้เขา

      แม้จะอ้างว่าเป็น “บาปบริสุทธ์” ที่เกิดจากความไม่รู้ก็ตาม แต่ใครจะรับผิดชอบจาก “บาปบริสุทธ์” ที่เราก่อขึ้นหรือ??