วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รู้จัก Walk Rally .

Walk Rally มักจะถูกนำมาประกอบในการสัมมนาต่างๆ อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ให้ทั้งความสนุกสนาน , การทำงานเป็นทีม รวมถึงให้แง่คิดต่างๆ กับผู้ร่วมกิจกรรม รูปแบบของกิจกรรมฯ นั้น โดยทั่วไปจะมีการแบ่งกลุ่มผู้ร่วมกิจกรรมออกเป็น กลุ่มต่างๆ และจัดให้แต่ละกลุ่มเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละฐาน แล้วนำผลการทำกิจกรรมภายในฐาน ของแต่ละกลุ่มนั้น มาประเมินว่า กลุ่มใด ได้คะแนนสูงกว่ากัน ถือว่ากลุ่มนั้นเป็นผู้ชนะ แต่ในการประยุกต์รวมเข้ากับการสัมมนานั้น จะมุ่งให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้รับความรู้ แง่คิด รู้จักการทำงานเป็นทีม และความสามัคคีมากกว่า

          
          ฉะนั้นความสำคัญของคะแนน และการเอาชนะกันจึงเป็นเรื่องรองลงไปปัญหาสำคัญในการจัดกิจกรรม "Walk Rally" นั้น คือ การเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านกำลังคน ตลอดจนอุปกรณ์ และกิจกรรมที่มี ความเหมาะสม ฉะนั้นจึงควรมีการประชุม คณะกรรมการจัดกิจกรรมล่วงหน้า เพื่อลดปัญหาติดขัดในการดำเนินการภายหลัง


สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการ จัดกิจกรรม "Walk Rally"
  1. จำนวนกลุ่มผู้เล่น
    หากผู้เล่นมีจำนวนน้อย ก็จะเกิดความสะดวกมากกว่าผู้เล่นจำนวนมากเนื่องจากดูแลง่ายและใช้อุปกรณ์ในการทำกิจกรรมน้อยกว่า สำหรับการแบ่งกลุ่มนั้น ในแต่ละกลุ่มไม่ควรมีสมาชิกมากจนเกินไป เพื่อให้สมาชิก ทุกคนได้มีโอกาสทำกิจกรรมอย่างทั่วถึง
     
  2. จำนวนเจ้าหน้าที่
    หากเจ้าหน้าที่มีจำนวนน้อย ก็จะเกิดปัญหาในการดูแลเป็นอย่างมาก จึงไม่สามารถกำหนด
     
  3. จำนวนกิจกรรม
    ให้มีจำนวนมากได้ อาจแก้ไขโดยการให้ เข้าฐานเพื่อทำกิจกรรม ทีละ 2 กลุ่มโดยให้ต่างกลุ่มต่างทำกิจกรรมของตัวเอง หรือให้แข่งขันกันระหว่างกลุ่มก็ ได้(แต่ต้องมีการสลับคู่กลุ่มกันบ้าง เพื่อความยุติธรรมในการแข่งขัน)
     
  4. จำนวนฐาน
    จำนวนฐานที่จะมีต้องไม่มีจำนวนมากเกินไป เพราะจะทำให้สิ้นเปลือง ทั้งด้านอุปกรณ์ และกำลังคนรวมถึงความสามารถในการดูแล แต่ถ้าน้อยเกิน ไป ก็จะไม่สามารถจัดกิจกรรมให้มีรูปแบบหลากหลายได้มากนัก ส่วน ใหญ่ นิยมกำหนดให้จำนวนฐานมีจำนวนเท่ากับกลุ่มของผู้เล่น แล้วใช้ วิธีการเวียนฐาน ในการดำเนินกิจกรรม
     
  5. สภาพแวดล้อม
    ก) สถานที่ - มีสถานที่ในการจัดกิจกรรมหรือไม่ (เหมาะสมหรือไม่) หากเป็นบริเวณชายหาด ควรตรวจสอบเวลาน้ำขึ้นน้ำลงด้วยเพราะจะมีผลต่อกำหนดการต่างๆ ในการจัดกิจกรรม
    ข) สภาพอากาศ - มักจะเกิดปัญหาในช่วงหน้าฝน ที่ต้องจัดกิจกรรมกลางแจ้ง ผู้จัดจึงควรหาสถานที่ในร่ม หรือกิจกรรม อื่นๆ สำรองไว้ด้วย

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เคล็ดลับสำหรับเริ่มงานวันแรก

การ สร้างความประทับใจของการเริ่มงานในวันแรกในที่แห่งใหม่ สามารถสร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อความสำเร็จในอนาคตของคุณในองค์กรได้ แล้วคุณจะปรับปรุงโอกาสของการสร้างความประทับใจแรกพบได้ดีอย่างไร เมื่อต้องไปเริ่มงานใหม่ต่อไปนี้คือ 9 เคล็ดลับที่จะช่วยคุณสร้างความประทับใจแรกพบอันยอดเยี่ยม

1. มีทัศนคติในแง่บวก
ไม่ มีอะไรที่ได้ผลในทุกสถานการณ์มากไปกว่าการแสดงทัศนคติในแง่บวกออกมา แสดงความกระตือรือร้น ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของทีมและองค์กรให้ทุกคนที่คุณได้พบได้เห็น และละทิ้งปัญหาที่เกี่ยวกับที่ทำงานไว้ที่บ้านเสมอ
2. แต่งตัวแบบมืออาชีพ
คุณ ไม่ควรประเมินอำนาจของการแต่งตัวให้เหมาะสมต่ำเกินไป และถึงแม้แผนกของคุณจะอนุญาตให้แต่งตัวตามสบายได้ คุณก็ควรแต่งตัวให้ดูดีเสมอ เพราะคุณไม่มีวันรู้ว่าจะถูกเรียกไปพบหัวหน้างานหรือลูกค้าคนสำคัญเมื่อไหร่ และการแต่งตัวดีก็แสดงถึงความมีประสิทธิภาพแลน่าเชื่อถือ ถึงแม้เมื่อเวลาผ่านไปคนเราจะรู้เองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกัน ก็ได้ แต่ในตอนแรก ลุคของคุณจะเป็นการแสดงออกที่สำคัญยิ่งสำหรับคนอื่น
3.แสดงให้เห็นถึงทีมสปิริตของคุณ
ตอน นี้คุณเป็นส่วนหนึ่งของทีม และทีมต้องทำงานด้วยกันในการแก้ปัญหาต่างๆ และทำงานให้สำเร็จ แสดงความจงรักภักดีของคุณต่อเพื่อนร่วมงาน และใส่ใจต่อการแบ่งปันสิ่งที่คุณรับรู้กับทีม และเครดิตแก่ทีมเสมอ
4. เรียนรู้ชื่อเพื่อนร่วมงานอย่างรวดเร็ว
ไม่ มีใครคาดหวังให้คุณจำชื่อทุกคนได้ในวันแรกหรือแม้แต่สัปดาห์แรกแต่ถ้าคุณ ความจำแย่มากในเรื่องชื่อคน ตอนนี้ถึงเวลาหาวิธีช่วยความจำเพื่อที่จะจำชื่อเพื่อนร่วมงานให้ได้ และถ้าคุณเกิดลืมชื่อใครขึ้นมา ทางออกที่ดีที่สุดก็คือขอโทษและถามชื่อของคนนั้นอีกครั้ง
5.ถามคำถามและขอความช่วยเหลือ
ไม่ มีใครคาดหวังให้คุณจะแก้ปัญหาทุกอย่างขององค์กรได้ในวันแรกของการทำงาน หรือทุกอย่าง ฉะนั้น ถามคำถามหรือขอความช่วยเหลือที่คุณต้องการ มันดีกว่าที่จะถามก่อนที่คุณจะทำงานไปแบบผิดๆ และเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
6. จงเป็นคนเริ่มต้น
ใน วันแรกๆ ของการทำงาน คุณมักจะได้รับการมอบหมายงานเพียงเล็กน้อย เพื่อให้คุณได้ชิมลางก่อน เมื่อคุณทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จ และพร้อมจะรับงานมากกว่าเดิม จงเป็นคนเข้าไปของานเอง อาสาทำสิ่งที่.. ถึงแม้คุณจะไม่รู้ว่าทำอย่างไร แต่พวกเขาจะประทับใจในความพยายามของคุณที่จะเริ่มสร้างผลงาน และมันอาจมีภารกิจบางอย่างที่คุณสามารถทำสำเร็จได้ด้วยการแนะนำเล็กน้อย และอาจจะทำให้คนอื่นมีเวลามากขึ้นเพื่อที่จะทำงานอื่นที่สำคัญกว่าได้
7. ทำงานเต็มเวลา
เข้า มาให้เร็วและกลับให้ช้าหน่อย ไม่มีอะไรที่มีผลต่อชื่อเสียงของคุณได้เร็วไปกว่าการเข้ามาทำงานช้าหรือกลับ เร็วประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันแรกๆ ของการทำงาน เมื่อคุณตั้งหลักได้แล้ว คุณอาจปรับเปลี่ยนเวลาได้ตามความเหมาะสม แต่ในตอนแรกๆ จงพยายามอยู่ที่ทำงานตลอดเวลา
8.หลีกเลี่ยงเรื่องซุบซิบนินทาและการเมืองใน ที่ทำงาน
องค์กร ทุกแห่งต่างมีข่าวลือและเรื่องซุบซิบนินทาทั้งสิ้น แต่คุณไม่ควรยื่นจมูกเข้าไปยุ่งกับมัน และไม่เอาเรื่องซุบซิบนินทาหรือข่าวลือไปเผยแพร่ต่อ และอยู่ให้ห่างเรื่องการเมืองในที่ทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันอาจเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องเจอมันไม่ช้าก็เร็ว แต่อย่างน้อยก็อยู่ให้ห่างจากเรื่องพวกนี้เข้าไว้ในสองสามเดือนแรก
9.สิ่งที่ไม่ควรปฎิบัติคือ
อย่าพึ่งไปถามเกี่ยวกับเงินเดือน สวัสดิการที่จะได้รับ (แต่ให้ถามหลังจากเงินงวดแรกออกแล้ว เพราะเราเองก็ควรจะรู้และเข้าใจมันเหมือนกัน) เพราะอาจจะคิดว่าไม่ได้ใส่ใจบริษัท

ข้อมูลจาก : http://lionjob.wordpress.com

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทฤษฎีจิตวิทยากับงาน HR



ทฤษฎีจิตวิทยากับงาน HR
Smileyทฤษฎีทางจิตวิทยาได้ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์การเป็นอย่าง มาก
ทฤษฎีดังกล่าวนี้ได้รวมไปถึงแนวคิดการเรียนรู้ในองค์การ การจูงใจพนักงาน
การประมวลข้อมูลข่าวสาร การบริหารจัดการกลุ่ม
ทั้งนี้ทฤษฎีทางจิตวิทยาถือได้ว่าเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการหรือ
สภาวะการเปลี่ยนแปลงในด้านจิตใจ และพฤติกรรมการแสดงออก
พบว่าทฤษฎีทางจิตวิทยาได้ถูกนำมาใช้ในการบริหาร จัดการตนเอง
และกลุ่มคนทั้งที่อยู่ในหน่วยงานเดียวกันและ
หรือต่างหน่วยงานกันโดยมีเป้าหมายเพื่อการปรับปรุง และการพัฒนาผลการดำเนินงาน
(Performance) ทั้งในระดับองค์การ หน่วยงาน
และตัวบุคคลให้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Smileyจากแนวคิดด้านจิตวิทยา
ที่นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องทำความเข้าใจถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงทาง
ด้านจิตใจและการแสดงออกของมนุษย์
ซึ่งการออกแบบโปรแกรมการพัฒนาบุคลากรจึงถูกกำหนดด้านทัศนคติ โดยมีเป้าหมายก็คือ
พฤติกรรมการแสดงออกที่เกินกว่าหรือเป็นไปตามความต้องการหรือความคาดหวังของ องค์การ
และผู้บังคับบัญชาโดยมีความเชื่อว่าเมื่อพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยน
ผลการดำเนินงานย่อมได้รับการปรับปรุงและการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้วยเช่นกัน ในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีจิตวิทยาในองค์การนั้น
พบว่าทฤษฎีดังกล่าวนี้ประกอบไปด้วยทฤษฎีย่อย ๆ อีก 3 ทฤษฎี ได้แก่


Smiley1.
ทฤษฎีจิตวิทยาเกสตัลท์ (Gestalt Psychology)


คำว่า "เกสตัลท์" เป็นคำที่มาจากภาษาเยอรมัน หมายถึง
ส่วนรวมทั้งหมดหรือโครงสร้างทั้งหมด (Totality/Configuration)
โดยกล่าวถึงภาพรวมทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นมาให้มองเป็นภาพรวมใหญ่ไม่มองแยก
เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง ทฤษฎีนี้มีความเชื่อว่าการศึกษาคุณค่า
/มูลค่าที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมมนุษย์นั้นจะต้องศึกษาเป็นภาพรวม
จะแยกศึกษาและวิเคราะห์ออกเป็นทีละเรื่องไม่ได้
เนื่องจากพฤติกรรมของมนุษย์เป็นพฤติกรรมบูรณาการ (Integrated Behavior)
ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานกันระหว่างความรู้ ความคิด ความรู้สึก การรับรู้
ประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน
ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น
นอกจากนี้พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา
ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้ที่เพิ่มขึ้น อันเป็นผลทำให้ความรู้ ความเข้าใจ
ความรู้สึก
ทักษะและความสามารถเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

ทฤษฎีนี้จะเน้นไปที่พฤติกรรมการรับรู้ของมนุษย์ที่เป็นพื้นฐานให้เกิดการ
เรียนรู้ คนเรามีการรับรู้ที่แตกต่างกันทำให้การเรียนรู้และการแสดงออกแตกต่างกันไป
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งควรจะเน้นไปที่ภาพรวมของเรื่อง
ที่จะศึกษาก่อน แล้วจึงค่อยศึกษาเนื้อหาย่อยในแต่ละเรื่องทีละส่วนต่อไป
ดังนั้นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้องทำความเข้าใจถึงทฤษฎีเกสตันท์
เนื่องจากจะทำให้เกิดความเข้าใจในแง่มุมของการเรียนรู้ของพนักงานในองค์การ
ได้อย่างชัดเจน
พนักงานจะเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรม/โครงการด้าน
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่ง
พวกเขาจะต้องทำความเข้าใจถึงการเชื่อมโยงถึงเป้าหมายหรือผลงานของพนักงานกับ
เป้าหมายของหน่วยงาน และองค์การด้วยเช่นเดียวกัน


Smiley2. ทฤษฎีจิตวิทยาด้านพฤติกรรม (Behavioral Psychology)

ทฤษฎีนี้จะเน้นไปที่พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ที่สามารถสังเกตเห็นได้
การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นจากสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้นที่ถูกใส่เข้ามา
และในทางกลับกันมนุษย์จะหลีกเลี่ยงการกระทำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากตัว
กระตุ้นที่ถูกใส่เข้ามาด้วยเช่นกัน ทฤษฎีนี้จึงมีความเชื่อว่า
พฤติกรรมของมนุษย์จะเกิดขึ้นจากการเสริมแรงโดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1.
การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) และ

2. การเสริมแรงทางลบ (Negative
Reinforcement) ทั้งนี้กระบวนการเสริมแรงจะประกอบไปด้วย
A
เงื่อนไขนำ (Antecedents)
B พฤติกรรม (Behavior)
C
ผลกรรม (Consequence)
ตัวอย่างการเสริมแรงทางบวก :
การอบรมหลักสูตรจิตสำนึกของการให้บริการ (เงื่อนไขนำ)
คุณสมศรีมักจะตอบคำถามจากท่านวิทยากร (พฤติกรรม - การตอบคำถาม)
เป็นเหตุให้วิทยากรพอใจและให้รางวัลคุณสมศรีด้วยการให้เพื่อนในห้องปรบมือ ให้
รวมถึงการให้ของรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่คุณสมศรี (ผลกรรม)
หลังจากนั้นคุณสมศรีจึงมักชอบตอบคำถามจากอาจารย์ในห้องเรียนเสมอ

การทำความเข้าใจถึงแนวคิดเชิงพฤติกรรมศาสตร์นี้จะทำให้นักพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์สามารถนำมาปรับใช้ในการออกแบบโปรแกรมหรือโครงการพัฒนาบุคลากรใน
องค์การให้เหมาะสมได้
โดยพิจารณาว่าควรจะใช้การเสริมแรงทางบวกหรือทางลบเพื่อกระตุ้นให้คนใน
องค์การแสดงพฤติกรรมอย่างที่ต้องการ เช่น
หากคนในองค์การไม่ชอบวิธีการโอนย้าย/หมุนเวียนงาน (เงื่อนไขนำ)
ความส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงและปฎิเสธที่จะโอนย้ายงาน (พฤติกรรม)
เป็นเหตุให้องค์การไม่มีการโอนย้าย/หมุนเวียนงานเกิดขึ้น (ผลกรรม)
ดังนั้นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต้งอใช้การเสริมแรงทางบวก
โดยการกำหนดให้การโอนย้าย/หมุนเวียนงานเป็นปัจจัยหรือเกณฑ์หนึ่งในการ
พิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งงานของพนักงาน


Smiley3. ทฤษฎีจิตวิทยาการรับรู้ (Cognitive
Psychology)


การรับรู้ (Cognition) มาจากภาษาลาติน แปลว่าการรู้จัก
(Knowing) ทฤษฎีนี้จะมุ่งเน้นไปที่ความเข้าใจหรือการคาดคะเนเหตุการณ์ต่าง ๆ
โดยอาศัยการกำหนดรู้ (Perception) มาก่อน
การรับรู้ที่ถูกต้องจะนำไปสู่พฤติกรรมการแสดงออกที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน

ทฤษฎีนี้เป็นการผสมผสานระหว่างทฤษฎีจิตวิทยาเกสตัลท์
และจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมเข้าด้วยกัน ทฤษฎีในกลุ่มนี้อธิบายว่า การ
เรียนรู้เป็นผลของกระบวนการคิด ความเข้าใจ การรับรู้สิ่งเร้าที่มากระตุ้น
ผสมผสานกับประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาของบุคคล ทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น ซึ่งในอดีต
จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางปัญญาเข้ามามีอิทธิพลในการเรียนรู้ด้วย
ทฤษฎีกลุ่มนี้จึงเน้นกระบวนการทางปัญญา (Cognitive Process)
ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้
ดังนั้นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จำเป็นจะต้องพยายามหาวิธีการเพื่อสร้างการรับ
รู้ที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นภาพรวม
ภาพใหญ่ให้พนักงานเกิดความเข้าใจและเมื่อพนักงานมีการรับรู้ที่ชัดเจนต่อ
เรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วจะนำไปสู่พฤติกรรมการแสดงออกที่เห็นด้วย
สนับสนุนไม่ต่อต้านหรือปฎิเสธในการให้ความร่วมมือต่อกิจกรรมหรืองานโครงการ
ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ถูกกำหนดขึ้นมา

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tanjira-cnx

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เคล็ดลับสาวชอบ(แอบ)งีบ

ทำงานไป ๆ มา ๆ ยังไงตอนบ่าย ๆ ก็ยังต้องแอบมีอาการง่วงเหงาหาวนอนกันอยู่ดี ไม่ว่างานจะยุ่งแค่ไหน
วันนี้มีวิธีแก้ง่วงด้วยการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาแบ่งปันค่ะ



1. พยายามทำงานที่ต้องใช้สมองให้เสร็จก่อนอาหารกลางวัน Smiley
เพราะคอร์ติโซล ซึ่งเป็นสารเคมีในร่างกาย ที่ช่วยให้มีสมาธิ และมีความตื่นตัว จะอยู่ในระดับสูงสุดของวันตอนก่อนเที่ยง
2. แอบงีบนิดนึง (ถ้าทำได้)Smiley
ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็แอบงีบมันซะเลย!! แต่แค่หลับตาสักพักก็พอนะ การหลับตาแม้เพียง 10 นาที ก็สามารถทำให้เพื่อนๆ สดใสได้นะคะ
ถ้าแอบงีบไม่ได้ ก็ออกไปเดินรับอากาศบริสุทธิ์ กระโดดตบซัก 50 ที
หรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันรสมิ้นท์ซาบซ่า เพราะกลิ่นเปปเปอร์มิ้นท์น่ะ
มีส่วนทำให้สดชื่นได้นะคะ
3. พึ่งพาคาเฟอีนซะหน่อย Smiley
กาแฟเพียง 1 ถ้วย อาจช่วยเร่งเครื่องให้เพื่อนๆ ได้บ้าง แต่ถ้ามากจนเกินไป
ก็ จะทำให้รู้สึกใจสั่น กระวนกระวายค่ะ เพื่อนๆ คงไม่อยากตาแข็ง ทั้งๆ ที่อยากจะนอนเต็มแก่หรอกนะคะ เก็บกาแฟเอาไว้เวลาที่ง่วงจริงๆ ดีกว่า โดยเฉพาะหลังอาหารกลางวันมื้อใหญ่ค่ะ
4. อย่าทานของหวานแก้ง่วงSmiley
ของหวานทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ แต่ก็แค่ชั่วครู่นะคะ
จากนั้นหลังจากระดับน้ำตาลในเลือดก็จะลดต่ำลงจนเพื่อนๆ
รู้สึกพร้อมจะทรุดฮวบลงได้ทุกเมื่อ วิธีแก้ไขก็คือ
แบ่งทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ ซัก 5 – 6 มื้อ และมีส่วนผสมของโปรตีน
และคาร์โบไฮเดรต เพื่อให้การเผาผลาญพลังงานสม่ำเสมอตลอดทั้งวันไงคะ
และเพื่อจะได้รู้สึกสดชื่น อีกด้วยค่ะ

http://lionjob.wordpress.com/