วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

น้ำท่วม ตกงาน กับสิทธิการประกันสังคม


จากเหตุการณ์น้ำท่วมสถานประกอบการหลายแห่ง ทำให้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง ควรรีบไปขึ้นทะเบียนหางาน ณ สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ถูกเลิกจ้าง ควรรีบไปขึ้นทะเบียนหางาน ณ สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน หากเกิน 30 วัน จะไม่สามารถรับสิทธิ ประโยชน์ได้ครบถ้วน


   ทั้งนี้ ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจะต้องอายุไม่เกิน 55 ปี โดยเตรียมหลักฐานได้แก่ รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 2 รูปบัตรประจำตัว ประชาชน หนังสือรับรองการออกจากงาน หรือคำสั่งของนายจ้างให้ออกจากงาน และสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อ และเลขที่บัญชี ของผู้ประกันตน ไปด้วยซึ่งมีเงื่อนไขในการรับประโยชน์ทดแทน คือ เป็นผู้ประกันตน ที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงาน จึงจะได้รับ การช่วยเหลือในการบริการจัดหางานการฝึกอบรม และพัฒนาฝีมือแรงงาน

พร้อมทั้งรับเงินทดแทนกรณีว่างงาน ซึ่งถ้า ถูกเลิกจ้าง ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงานอัตรา ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ที่นำส่งเงินสมทบ ระยะ เวลาไม่เกิน 180 วัน และในกรณี ที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง มีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไปจะได้รับสิทธิประโยชน์  ในกรณีชราภาพ โดยได้รับเงินออมบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพตามเงื่อนไขในการรับประโยชน์ทดแทน

   นอกจากนี้ หากผู้ประกันตนประสงค์จะใช้สิทธิประกันสังคมต่อไปสามารถที่จะสมัครเป็นผู้ประกันตน โดยสมัครใจ ตามมาตรา 39 โดย

ยื่นแบบคำขอเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 (สปส.1-20) ด้วยตนเองภายใน ระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ออกจากงาน ซึ่งผู้ประกันตนตาม มาตรา 39 จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายประกันสังคมต่อไปรวม 6 กรณี ได้แก่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตายด้วย

สาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ โดยผู้ประกันตนจะนำส่งเงินสมทบในอัตราเดือนละ 432 บาท

ซึ่งปัจจุบัน สามารถส่งเงินสมทบได้หลายช่องทาง


   หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ประกันสังคม หรือต้องการความช่วยเหลือต่าง ๆ สามารถสอบถามข้อมูล ได้ที่ สายด่วนประกันสังคม โทร.1506 เจ้าหน้าที่ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

   ทีมงาน Lionjob ขอเป็นกำลังใจให้ชาวไทยทุกคนผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยนี้ไปให้ได้ด้วยกันนะคะ


ที่มา : สำนักงานประกันสังคม

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

ดูแลรถหลังน้ำท่วม


      ปัญหาใหญ่หลังจากเจอปัญหาเรื่องน้ำท่วม ไม่ว่าน้ำจะลดไป แต่ปัญหาที่ต้องสะสางเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นต้องทำเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าบ้าน หรือ รถยนต์ ก็จะต้องมีการสะสางทำความสะอาดกันให้ดี เพราะถ้าปล่อยไว้ อาจจะเกิดปัญหากับอุปกรณ์ต่างๆ ของรถยนต์ในระยะยาวได้     
 
กรณีแรกที่น้ำท่วมไม่เยอะ ระบบเครื่องยนต์อาจจะได้รับความเสียหายเล็กน้อย โดยเฉพาะถ้าน้ำท่วมไม่มากจนรถของคุณไม่ดำน้ำลงไปทั้งคันนั้น ช่างก็จะไล่ระบบอากาศ โดยเฉพาะกรองอากาศจะต้องลดความชื้น ตรวจสอบหัวเทียน และกล่องควบคุมการทำงาน ที่ต้องมีการไล่ความชื้นเป็นอย่างดี ก่อนที่ช่างจะสตาร์ทเครื่อง ซึ่งโดยมากก็จะมีค่าใช้จ่ายระดับ 5000 -10000 บาท
น้ำท่วมแบบจมหายทั้งคัน  โดยมาก ช่างจะต้องทำงานกันหนักหน่อย และนั่นอาจหมายถึงการผ่าเครื่องยนต์ เพื่อตรวจสอบน้ำที่เข้าสู่เสื้อสูบว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด และทำการไล่น้ำความชื้น และถ้าเครื่องของท่านมีอาการหลวมร่วมด้วยอยู่แล้ว มันก็เป็นโอกาสที่จะโอเวอร์ฮอลเครื่องยนต์ไปพร้อมกัน เพราะยังไงช่างต้องผ่าเครื่องออกอยู่แล้ว    

       1.พึงเอาไว้ว่าอย่าทำการสตาร์ทรถ หรือบิดกุญแจให้ไฟออนโดยเด็ดขาด จากนั้นเดินไปเปิดฝากระโปรงรถและปลดขั้วแบตเตอรี่ทันที โดยจะปลดขั้วใดขั้วหนึ่งหรือจะปลดทั้ง ขั้วบวกขั้วลบก็ได้ (จริงๆถ้าคุณคาดว่าน้ำจะท่วมสูงถึงห้องเครื่องให้เตรียมปลดขั้วแบตเตอรี่ เอาไว้ล่วงหน้าก่อนจะเป็นการดีที่สุด) เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟเข้าไปเลี้ยงระบบต่างๆของรถ รวมถึงเครื่องยนต์     
       2.เปิดประตูออกทุกบาน ให้ลมโกรก หรือถ้ามีแดดให้จอดตากแดด จากนั้นถอดเบาะนั่ง พรม ผ้าต่างๆ ที่อยู่ภายในรถออกมาซักทันที เพราะถ้าทิ้งเอาไว้นาน ความเหม็นอับจะมาเยือน      
       3.เริ่มเข้าสู่กระบวนการทางเทคนิคที่พอจะทำได้เอง คือ ปลดทุกอย่างที่เป็นขั้วไฟฟ้า โดยเฉพาะขั้วสายไฟภายในห้องเครื่อง ทั้งตัว ECUและ รีเรย์ต่างๆ จากนั้นฉีดสเปรย์ไล่ความชื้น หรือใช้ไดร์เป่าผม เป่าให้แห้ง      
       4.ถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ (ต้องรีบเอาน้ำออกจากระบบให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันสนิมจับ) รวมถึงเปลี่ยนกรองอากาศ ซึ่งประเด็นนี้ใครทำเองได้ก็ทำเลย เพราะยิ่งจัดการเร็วโอกาสที่สนิมจะมาเยือนก็น้อยตามไปด้วย แต่ถ้าไม่ไหวก็ต้องเข้าศูนย์บริการหรืออู่ ซึ่งจะมีขั้นตอนการเปลี่ยนถ่ายที่ถูกต้องและละเอียดมาก
       ...ทั้งหมดเป็นวิธีการดูแลเบื้องต้น เพราะสุดท้ายแล้วรถโดนน้ำท่วมขนาดนี้ ต้องรีบนำเข้าศูนย์บริการ หรืออู่ซ่อมที่สะดวกทันที ซึ่งน่าจะดีกว่าถ้าเลือกใช้บริการจากรถยก และขอย้ำว่าห้ามสตาร์ทเครื่องโดยเด็ดขาดถ้าจำเป็นต้องใช้รถแนะนำให้หารถเช่า หรือ หยิบยืม และ ติดรถเพื่อไปก่อนจะดีกับคุณมากกว่าค่ะ

New heart Thailand เที่ยวเมืองไทยหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน

แคมเปญใหม่จาก ททท. เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวประเทศไทยอย่างสร้างสรรค์
จากที่ได้สนับสนุนให้คนไทย เที่ยวไทยด้วยกันได้อย่างคึกคักแล้ว ก็อยากให้ทุกคนเที่ยวไป
และคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรของเราด้วยการไปเที่ยวอย่างมีจิตสำนึก ไม่ทำลายหรือนำความ
เสียหายสู่สถานที่ท่องเที่ยว เพื่อให้คนไทยรุ่นหลัง หรือตัวเราเองเมื่อมองย้อนกลับไปถึงที่ๆ เรา
เคยไปเที่ยวมาแล้ว ภูมิใจ อิ่มเอมใจ ว่าที่ๆ เราไป ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่เหมือนเดิม

เที่ยวอย่างสร้างสรรค์

เปิดหูเปิดตา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการ
นำไปสร้างจินตนาการ หรือสร้างสรรค์ในการทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะได้รับมุมมอง ประสบการณ์
ใหม่ ๆ จากสถานที่สวย ๆ ที่เราร่วมกันรักษามาอย่างเต็มที่

เที่ยวด้วยกัน

ไม่ว่าจะกับเพื่อน กับครอบครัว หรือกับคนแปลกหน้าก็ตาม ต่างคนต่างมีความแตกต่างกัน แต่สิ่ง
ที่แตกต่างเหล่านี้เป็นประสบการณ์ใหม่ของเราได้ เมื่อเราเปิดใจยอมรับไปด้วยกัน เราก็จะได้
มีความสุขไปด้วยกัน

Lionjob สนับสนุนให้ทุกคนเที่ยวเมืองไทยอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเมืองไทยของเรานะคะ

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

เทคนิคขับรถขึ้น-ลงภูเขา สำหรับเกียร์ออโต้

สำหรับคนที่ชอบเที่ยวต่างจังหวัด ไปภูเขา น้ำตก โดยการขับรถไปเองวันนี้มี เทคนิคการขับรถขึ้น-ลงเขาอย่างปลอดภัย มาฝากครับ
คนกรุงเทพฯ รถเกียร์ออโต้ คงเป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยไม่ต้องสนใจกับการเข้าเกียร์เลย แต่พอเราจะเอารถเกียร์ออโต้คันเก่งไปเที่ยวภูเขา น้ำตก ซึ่งไม่ใช่ที่ราบ เราจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงวิธีการขับรถอย่างถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยของตัวเองเองและเพื่อนร่วมทางกันครับ

การขับรถขึ้นภูเขา

อันนี้แนะนำว่าให้ใช้เกียร์ D จะดีที่สุด เนื่องจากเกียร์ออโต้จะสามารถทดเกียร์ต่ำลงได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อเครื่องยนต์ขาดแรงในการส่งขึ้น เกียร์ออโต้จะคอยเปลี่ยนเกียร์ให้ตลอด การใช้เกียร์ที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักเกินไป ถ้ารู้สึกว่ารถยังเคลื่อนที่ช้าก็ให้เหยียบคันเร่งเพิ่มจากปกติ พยายามสังเกตรอบเครื่องยนต์ไม่ให้เกิน 4,000 รอบ/นาที

การขับรถลงภูเขา
การขับรถลงจากเขาจะมีแรงโน้มถ่วงคอยฉุดรถให้ลงจากเขา วิธีที่ดีที่สุดในการขับรถลงเขาคือใช้เกียร์ต่ำเข้าช่วย ส่วนมากจะใช้เพียงเกียร์ 1 และเกียร์ 2 ในการลงเขาเท่านั้น ในขณะที่เราใช้เกียร์ต่ำเครื่องยนต์จะมีกำลังมาก เครื่องยนต์จะช่วยต้านไม่ให้รถไม่ให้รถลงจากเขาเร็วไป หรือที่เรียกว่า Engine Brake

ถ้าความเร็วรถยังไม่อยู่ในความเร็วที่ปลอดภัยให้ใช้เบรคย้ำเป็นระยะๆ ครั้งละไม่เกิน 5 วินาที ไม่ควรเหยียบเบรคแช่เป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เบรคเกิดความร้อน และจะเบรคไม่อยู่ในที่สุด

ถ้าทางลงเขายาว แล้วจำเป็นต้องเหยียบเบรคตลอด อาจเป็นเพราะคันหน้าขับช้า ให้หาที่จอดรถริมทางพักรถเป็นระยะๆ เพื่อลดความร้อนที่สะสมในระบบเบรค และ ห้ามใช้น้ำราดเข้าไปที่จานเบรคในขณะที่ยังร้อนอยู่ จะทำให้จานเบรคคด เสียหายได้

ในการเข้าโค้งที่เป็นเนินขึ้นหรือลง เราอาจจะมองไม่เห็นรถที่วิ่งสวนมา ให้เบรคชะลอรถก่อนเข้าโค้ง เมื่อใกล้จะหลุดโค้งแล้วให้เหยียบคันเร่งส่งจะช่วยให้บังคับรถได้ง่ายขึ้น ในการเข้าโค้ง ให้บังคับรถให้อยู่ในเลนส์ฝั่งเรา และระวังรถฝั่งตรงข้ามที่อาจแซงในทางโค้งมาที่เลนส์เราด้วย

การขับรถลงเขาห้ามปล่อยเกียร์ว่างลงเขาโดยเด็ดขาด เพราะจะไม่มีเครื่องยนต์ช่วยในการควบคุมความเร็ว และยังอาจสร้างความเสียหายให้กับระบบเกียร์ออโต้ได้อีกด้วย ตอนสมัยขับรถใหม่ๆ ก็เคยเข้าเกียร์ผิดปล่อยเกียร์ว่างลงจากผาเดียวดาย เขาใหญ่ เจอหลุมแล้วหลบไม่ทันตกหลุมเข้าจังๆ โชคดีที่ว่าเป็นล้อขอบ 14 มียางหนา ถ้าเป็นขอบ 15 หรือ ขอบ 17 ยางอาจจะแตก แม๊กดุ้งได้เหมือนกัน

ถ้าเครื่องเร่งไม่ขึ้น รถไม่มีแรง ให้ปิดระบบแอร์ทั้งหมด จะช่วยได้ในระดับหนึ่งครับ

ตัวอย่าง ภูเขาและที่เที่ยวที่รถเก๋งไปได้สบาย
เขาใหญ่, เขาค้อ, สวนผึ้ง ราชบุรี, ดอยตุง

ตัวอย่าง ภูเขาและที่เที่ยวที่รถเก๋งไปได้แต่เส้นทางไม่ค่อยดี, ต้องใช้ฝีมือ, รถมีความพร้อม

ภูทับเบิก, ดอยแม่สลอง, เขาแผงม้า, ดอยอ่างขาง, ดอยอินทนนท์

ขอบคุณ http://www.khaoko.com

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

มาแล้ว งานพีชสวนโลกเชียงใหม่ ราชพฤกษ์ 2554


    คิดถึงเชียงใหม่กันหรือเปล่าคะ สำหรับคนที่เคยไปงานราชพฤกษ์ ที่เชียงใหม่มาก่อนแล้ว ตอนปี 2550 คิดว่าคงมีใจอยากกลับไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่เชียงใหม่กันอีกครั้งแน่นอน
     ปีนี้ค่ะ ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2554 ถึงสิ้นเดือน กุมภาพันธ์ 2555 หากคุณได้มีโอกาสแวะมาที่เชียงใหม่ ก็เอางานราชพฤกษ์ ไปไว้ในทริปของคุณด้วยนะคะ
     ไม่ว่าจะเทศกาลไหน ในหน้าหนาว ก็มีงานจัดที่ราชพฤกษ์ค่ะ ตั้งแต่ เพราะช่วงเดือน พ.ย. - ก.พ. ก็มีเทศกาลให้จัดมากมายด้วยสิ ถ้าอยากลองแวะมา ลองติดตามข่าวสารดูนะคะ ว่าจะมีการจัดงานในวันไหนบ้าง
แต่รับรอง ยิ่งใหญ่สมชื่อ "มหกรรมพืชสวนโลก" แน่นอนค่ะ

การเดินทางไปงาน
ทางรถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 (สายเอเชีย) ผ่านอยุธยา อ่างทอง นครสวรรค์ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 117 ไปยังพิษณุโลก แล้วต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านลำปาง ลำพูน ถึงเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 695 กม.
อีกหนึ่งเส้นทางคือ จาก นครสวรรค์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านกำแพงเพชร ตาก และลำปาง ถึงเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 696 กม.

หรือ ขึ้นรถโดยสาร หรือเครื่องบิน มาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ก็สะดวกมากค่ะ เพราะมีให้เลือกทุกสายการบิน ทุกเที่ยวบิน

เมื่อมาถึงเชียงใหม่แล้ว แนะนำให้ เช่ารถในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเดินทางให้สะดวก และเที่ยวได้สะใจเต็ม ๆ ค่ะ

โดยรถยนต์ จากตัวเมืองเชียงใหม่ วิ่งมาทางทิศใต้ประมาณ 6 กิโลเมตร โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 108 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่สถานที่จัดงานอีกประมาณ 2 กิโลเมตร
จากท่าอากาศยานสากลจังหวัดเชียงใหม่ วิ่งเลียบคลองชลประทานมาทางทิศใต้ประมาณ 6 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่สถานที่จัดงานอีกประมาณ 2 กิโลเมตร

ที่พักในระหว่างการจัดงาน : มีโรงแรมที่พักในทุกระดับราคา กว่า 418 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่พร้อมให้บริการกับแขกผู้มาเยือนทุกท่าน

งาน มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554
The International Horticultural Exposition: Royal Flora Ratchaphruek 2011

งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ปลายปีนี้จัดยิ่งใหญ่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง พระราชินี และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร ตระการตาด้วยพืชพรรณไม้นานาชนิดในรูปของการจัดสวน และการประกวด ภายใต้แนวคิด ทัศนคติสีเขียว ปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และช่วยกันลดสภาวะโลกร้อน งานดังกล่าวจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่
พื้นที่จัดงานประมาณ  470 ไร่    
ระยะเวลาการจัดงาน : 99 วัน 
ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555
จันทร์-ศุกร์ เปิดตั้งแต่ 9.00 น. - 21.00 น.
เสาร์ และอาทิตย์ เปิดตั้งแต่ 9.00 น. - 22.00 น.
ประตูเปิด ก่อนการแสดงเริ่มประมาณ 30 นาที
จำหน่ายบัตรตั้งแต่ 08 ส.ค. 2554 เป็นต้นไป

จองตั๋วได้ที่ http://www.royalflora2011.com/2011/en
ข้อมูลจาก http://www.lionjob.com/

การเปลี่ยนแปลงในความเชื่อทางศาสนานี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นกับผู้บริโภค ญี่ปุ่น

  วันนี้นำเรื่อง ดี ๆ เกี่ยวกับการทำการตลาดแบบ ญี่ปุ่น ๆ มาฝากจากเว็บบล็อคชองคุณ Nutto Sensei มาฝากกันค่ะ การทำการตลาดแบบญี่ปุ่นกับแบบของไทยนั้น เนื่องจากเราเป็นเมืองที่นับถือศาสนาพุทธและมีความศรัทธาในศาสนาอย่าง แรงกล้าเหมือนกัน lionjob จึงคิดว่า ความเปลี่ยนแปลงของการนับถือศาสนาของชาวญี่ปุ่น วันหนึ่งอาจเกิดขึ้นที่ไทยได้เหมือนกัน หากเรานำเรื่องนี้มาประยุกต์ใช้ได้ ก็จะสามารถป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนกับที่ญี่ปุ่นได้นะคะ ลองไปฟังเรื่องราวจาก คุณ Nutto Sensei ดูค่ะ




ช่วงที่ผ่านมาผมมี โอกาสกลับไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ก็ได้ไปดูงานแสดงภาพต่างๆ ในญี่ปุ่น เกิดข้อสังเกตหนึ่งขึ้นมาว่า ศิลปินญี่ปุ่นรุ่นหลังๆ ไม่ค่อยวาดภาพที่เกี่ยวข้องกับศาสนาเหมือนๆ กับศิลปินบ้านเราเท่าไรนัก หรือในบางทีหลายๆ คนที่เคยดูหนังดูละครญี่ปุ่นคงสังเกตเห็นว่า มักมีฉากที่คนญี่ปุ่นแต่งงานกันในโบสถ์คริสต์กันบ่อยครั้ง แม้ว่าไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ก็ตาม หรือแม้แต่การที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะบอกว่าตนไม่ได้นับถือศาสนาใด ทั้งหมดแล้วพวกเขามีเหตุผลเบื้องหลังอยู่และก็ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับเรื่อง ที่เราคุยกันอยู่เหมือนกัน

เมื่อคราวที่แล้วเราได้คุยกันถึงการ เปลี่ยนแปลงของสังคมญี่ปุ่นภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาดูแลความเรียบร้อยภายในไปบ้าง แต่แท้ ที่จริงแล้วอีกทางด้านหนึ่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังเปลี่ยนแปลงความเชื่อและค่านิยมทางศาสนาของชาวญี่ปุ่นอีกด้วย

ใน สงครามครั้งนั้นได้มีการกล่าวอ้างว่าเป็นการทำสงครามเพื่อองค์ จักรพรรดิญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาชินโต ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของญี่ปุ่น แต่ผลของสงครามได้สร้างความรบอบช้ำให้แก่ชาวญี่ปุ่นอย่างมากจนคนรุ่นหลัง เกิดความคิดว่าการยืดถือในศาสนาที่มากเกินไปทำให้เกิดปัญหาตามมา และมีภาพลบต่อคนที่เคร่งครัดในศาสนาเช่นกัน

คำถามก็คือ... แล้วการเปลี่ยนแปลงในความเชื่อทางศาสนานี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นกับผู้ บริโภค ญี่ปุ่นบ้างล่ะ??

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ก็คือ การขาดที่ยืดเหนี่ยวทางจิตใจเมื่อพบกับปัญหาต่างๆ ในชีวิต ซึ่งคนที่หาทางออกไม่ได้ก็มักจะหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวอย่าง (ซึ่งสถิติคนญี่ปุ่นฆ่าตัวตายปีละประมาณ 30,000 คน) สำหรับคนที่พยายามจะหาทางออกก็จะหันไปพึ่งพาสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการแก้ไขปัญหาชีวิต หรือหลบเลี่ยง บรรเทาปัญหาเหล่านั้น อาจเป็นในรูปแบบของลัทธิความเชื่อแบบต่างๆ เช่นการใช้เครื่องรางของขลัง ที่จะเห็นได้จากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ขายพวงกุญแจ หรือที่ห้อยโทรศัพท์ แล้วบอกว่าช่วยอะไรให้ได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็น ให้สมหวังในความรัก สอบผ่าน เดินทางปลอดภัย กิจการรุ่งเรื่อง และอื่นๆ รวมไปถึงธุรกิจเพื่อความผ่อนคลายต่างๆ เรียกโดยรวมว่า IYASHI BUNKA (癒し文化)ซึ่งมีตัวเลขการเติบโตของธุรกิจสูงมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อย่างเช่น ดนตรีที่ออกมาในแนวผ่อนคลาย ธุรกิจสปา นวดอโรมา เป็นต้น

แล้ว สำหรับประเทศไทยเราหละ เป็นอย่างไร???

credit : http://www.olrepublic.com/

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

ขับรถเที่ยวเชียงราย แนะนำโปรแกรมเที่ยวเชียงราย 3วัน2คืนค่ะ

ช่วงนี้หน้าฝน เป็นช่วงที่รู้สึก แอคทีฟยังไงไม่รู้ค่ะ สงสัยชาติก่อนเป็นกบ ^^ อยากจะหาโปรแกรมไปเที่ยวเผื่อไว้หน้าหนาวเลย จะได้ไม่เสียเวลาคิดนาน อยากไปจะได้ไปเลยช่วงสิ้นปี เพราะหลังจากฝนตกอยู่พักใหญ่ คงมีอะไรสวยๆ ให้ดูเยอะเนอะ

วันที่ 1
ถ้ามาโดยเครื่องบินควรมาเชียงราย เที่ยวบินเช้าที่สุด(แอร์เอเชีย มาถึงเชียงราย 8.00น.ส่วนการบินไทย มาถึง 8.30น.) เพื่อจะได้เที่ยวอย่างเต็มที่
หรือลงเครื่องที่เชียงใหม่ ก่อนสัก 1 วัน เพื่อเช่ารถที่เชียงใหม่ ขับรถเที่ยว ให้หนำใจ แล้วอีกเช้าก็ออกจากเชียงใหม่มุ่งหน้าสู่เชียงราย สัก 3-4 ชั่วโมงจากเส้นดอยสะเก็ดก็ถึงแล้วค่ะ
- เที่ยวบ้าน อ.ถวัลย์ ดัชนี
- ต่อด้วยดอยแม่สลอง
  มีพิพิธภัณฑ์ สัมผัสวิถีชีวิตชาวจีนยูนนาน พระธาตุศรีนครินทร์ แวะไร่ชาชิมชาให้ชื่นใจ และทานอาหารจีนแท้จากยูนนาน
- หลังจากนั้น ไปแอ่วต่อที่ เชียงแสน
   มีหอฝิ่น สามเหลี่ยมทองคำ พระธาตุจอมกิตติ พระธาตุผาเงาและลองหาทานปลาแม่น้ำโขง เป็นอาหารเย็น
- กลับที่พัก พักผ่อนให้เต็มที่
- ช่วงค่ำ...ถ้ายังไม่เหนื่อย ก่อน 2 ทุ่ม หรือ 3 ทุ่ม ไปชมหอนาฬิกาประกอบแสงสีเสียง เดินไนท์บาซาร์เชียงราย หาอะไรกินเล่น

วันที่ 2
ทานอาหารเช้าที่ร้านอาหาร บ้านชีวิตธรรมดา ร้านอาหารเล็กๆ ในบรรยากาศผ่อนคลาย

- เที่ยวดอยตุง
  พระธาตุดอยตุง ผาช้างมูบ สวนดอกไม้ พระตำหนัก ต่อด้วย  แม่สายไปช็อปปิ้ง หรือเดินข้ามแดนไปพม่าเพื่อช็อปต่อ
ถ้าอย่างแพร ช็อปเพลิน 2 จุดก็หมดวันแล้วค่ะ
- แต่ถ้าขากลับมีเวลา ก็น่าแวะเที่ยวศูนย์ภาษาจีนที่ ม.แม่ฟ้าหลวง ดอยดินแดง(ชมเครื่องปั้นดินเผา)ค่อยกลับที่พัก
- ช่วงค่ำถ้า ไปทานอาหารเหนืออร่อยเยอะแยะที่ถนนคนเดิน(มีเฉพาะวันเสาร์)

วันที่ 3
ทานอาหารเช้า
- เข้าวัดทำบุญกัน ที่ วัดร่องขุ่น วัดพระสิงห์ วัดพระแก้ว
- ทานอาหารเที่ยง(น้ำเงี้ยว หรือ ข้าวซอยไก่) 
- ถ้าเวลายังพอมีบ้างไปเที่ยวปางช้าง หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร หรือ ไปแช่น้ำพุร้อน หมู่บ้านผาเสริฐ
- ถ้ากลับวันนี้ก็ขับรถกลับตั้งแต่บ่ายๆ นะคะจะได้ไม่มืดมาก

ขอบคุณ เว็บไซด์บ้านณัฐวดีนะคะ