GORE ทฤษฎี 150 คนที่ทำให้กลายเป็นบริษัทน่าทำงานที่สุดในโลก
บทความโดย : Tanjira T.
บริษัทผู้ผลิตสินค้าไฮเทคระดับโลก บริษัท W.L. Gore & Associates, Inc. มีแนวคิดการบริหารที่แปลกแหวกแนว เน้นความสัมพันธ์พนักงานแค่ไม่เกิน 150 คน โดยที่แต่ละคนไม่มีตำแหน่ง เป็นเพียง ผู้ร่วมงานเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้บริษัทก้าวหน้าจากโรงงานเล็กๆกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการที่ดีที่สุด
แนวคิดด้านการบริหารงานอย่างไรให้พนักงานมีความสุข และเป็นส่วนหนึ่งของงานอย่างแท้จริง จะทำอย่างไรให้พนักงานหลายร้อยคนในองค์กรที่ซับซ้อน มีความสัมพันธ์อันดี และทำงานสัมพันธ์กันได้เป็นหนึ่งเดียว จนทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ แนวคิดนี้หลายบริษัททั่วโลกต่างพยายามตีโจทย์ แต่บริษัทหนึ่งที่มีแนวคิดแปลกแหวกแนว อย่าง GORE นั้น สามารถทำได้ ประสบความสำเร็จเสียด้วย เพราะไม่ว่าจะโผไหนๆ ที่เกี่ยวกับความสุขในการทำงานของพนักงาน บริษัท GORE ก็ติดโผอยู่เสมอ
GORE เป็นบริษัทผู้ผลิตผ้านาโนเทค และสินค้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมแนวหน้าอยู่เสมอ มีแนวคิดเรียบง่าย คือการเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง แต่พยายามทำตัวเหมือนบริษัทเพิ่งก่อตั้ง ขนาดเล็กๆ ฟังแค่นี้ดูไม่แปลกเลย แต่ที่จริงแล้ว GORE เป็นบริษัทที่นำแนวคิดเรื่อง 150 คนมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก และยังไม่พอ ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ พนักงานทุกคนของ GORE ไม่มีตำแหน่ง หัวหน้า หรือลูกน้อง มีแต่เพียง “ผู้ร่วมงาน” เท่านั้น
แนวคิดเรื่อง 150 คน คือ แนวคิดที่ว่า การบริหารงาน หากมีคนเกี่ยวข้องเกิน 150 คน สิ่งต่างๆ จะเริ่มติดขัด ที่ GORE เป็นแนวคิดเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ชื่อ โรบิน ดันบาร์ แต่แนวคิดด้านการทำธุรกิจนี้ โรเบิร์ต บิลล์ กอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นผู้สังเกตและนำมาใช้ด้วยตนเอง
การนำมาใช้ ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงให้แต่ละโรงงาน มีพนักงานไม่เกิน 150 คน โดยที่พนักงานแต่ละคน ไม่มีการกำหนดว่าเป็นผู้จัดการ หัวหน้า หรือลูกน้องอย่างชัดเจน สิ่งที่พนักงานทุกคนจะต้องเรียนรู้ นอกจากว่า ใครเป็นใคร ในโรงงานแล้ว ยังจะต้องรู้ว่า ใครถนัดอะไร แนะนำเรื่องไหนได้ หากเกิดปัญหาในงาน ควรจะปรึกษาใคร เป็นแนวคิดเดียวกับการแบ่งทหารในกองร้อย เป็นกองละไม่เกิน 150 คน ที่ว่า คุณจะสามารถถ่ายทอดคำสั่งและพฤติกรรมควบคุมการนอกลู่นอกทางได้ โดยการอาศัยความภักดีในตัวทหารแต่ละนาน ควบคู่ไปกับการควบคุมแบบตัวต่อตัว
นอกจากการควบคุมงานแล้ว การให้มีพนักงาน เพียง 150 คน โดยที่แต่ละคนไม่มีชื่อตำแหน่งนั้น จะทำให้พนักงานต้องจดจำว่าใครเป็นใคร ทำอะไร ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้รู้ว่า แต่ละคนนั้น ชอบอะไร มีความคิดแนวไหน เชี่ยวชาญเรื่องอะไรทั้งนอกและในงาน ไม่เพียงแต่ว่าเขาคนนั้นนิสัยดีหรือไม่ ดังนั้นนอกจากความสามัคคีแล้ว สิ่งที่พนักงานแต่ละส่วนของ GORE จะสร้างขึ้นมาคือ ระบบความทรงจำร่วม ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลดีต่องาน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในงานอย่างรวดเร็ว การระดมความคิดแก้ปัญหา และให้คำปรึกษาจากพนักงานต่างแผนกโดยไม่เกี่ยงงอนเสียอีก และแน่นอนว่า เมื่อมีแรงกดดัน จากภายนอกเข้ามาเช่น ความกดดันเรื่องยอดการผลิต หรือยอดการขาย การทำงานแบบ 150 คนในองค์กรแบบนี้จะกลายเป็นความกดดันขนาดใหญ่ ที่ใหญ่กว่าความกดดันภายในเยอะ แต่สิ่งที่จะตอบสนองก็คือ การระดมความคิดจากต่างแผนก ในการแก้ปัญหาที่เร็วและถ้วนถี่ และการระดมมือแก้ไข จากทั้ง นักขาย นักออกแบบ นักประดิษฐ์ นักประกอบฯ ทุกคนในส่วนงานทั้ง 150 ต่างก็มีส่วนร่วมในการระดมสมองแก้ไข ทำให้การทำงานทุกอย่างสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อเกิดความทรงจำร่วม ของการจดจำการแก้ปัญหา แนวทางต่างๆ นั่นเอง
ความก้าวหน้าของบริษัท ทำให้ต้องเพิ่มพนักงานขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ GORE ก็ยังคงรักษาแนวคิด 150 คนไว้เช่นเดิม โดยการเพิ่มไลน์การผลิต แยกแผนกออก โดยแต่ละแผนกจะไม่เกี่ยวข้องกันและกันเลย แต่ใช้สิ่งต่างๆ กั้นกลางระหว่างคนต่างแผนกแทน เช่น โถงทางเดิน ที่จอดรถ เพิ่มโรงงาน ขึ้นมาแทนโดยที่แต่ละแห่งรองรับได้ไม่เกิน 150 คน และแน่นอว่าบริษัทจะต้องมีผู้บริหารงาน GORE มีห้องผู้บริหาร แต่ก็เป็นเพียงห้องเล็กๆ อยู่รวมกับพนักงานทุกคนเท่านั้นเอง เนื่องจากบริษัทไม่จำเป็นต้องมีผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง เพราะเน้นความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการมากกว่า
เรียกว่าการทำงานแบบ GORE ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะนอกจากผลโพลต่างๆ ที่ชี้ว่าเป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการที่ดีที่สุดบริษัทหนึ่งแล้ว อัตราการลาออกก็ลดน้อยลงมากมาย เหลือแค่ 1 ใน 3 ของธุรกิจชนิดเดียวกัน และยังไม่พอ ความก้าวหน้าของบริษัทที่ตอนนี้กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าไฮเทคชั้นนำของโลกเจ้าหนึ่งที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
อ้างอิง : Malcolm Gladwell, The Tipping Point, 2000.
วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
แต่งบ้านให้น่ารักแบบอังกฤษ English cottage style
English cottage style
หรือเรียกง่ายๆ ว่า การแต่งบ้านแบบชนบทอังกฤษ
เป็นรูปแบบการแต่งบ้านที่คนที่รู้จักอาจคิดว่า มีดีแค่ความน่ารัก ไม่เหมาะกับ Modern Style และใช้เงินสูง
เพราะต้องมีการซื้อของกระจุกกระจิกเยอะแยะ คุณผู้ชายคงเบื่อน่าดู
แต่จริงๆ แล้วสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับสีสันที่หลากหลาย และคงความเป็น Modern ได้ดีเลยค่ะ
การนำสีสันมาตัดกัน อย่างสีฟ้า กับแดง
การตกแต่งด้วยสีสันสดใสให้ทั่วบ้าน
บทความหน้าลองมาดูตัวอย่างกันค่ะ ว่าสีสันสามารถนำมาปรับใช้กับ furniture ยังไงให้สนุกสนาน
ป้ายกำกับ:
เชียงใหม่,
ตกแต่งบ้าน,
แต่งบ้าน,
บ้าน,
บ้านม้า,
เฟอร์นิเจอร์,
ลำพูน
วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555
ดูฤกษ์ออกรถปี 2012 ตามวันเกิด
สำหรับใครที่ซื้อรถใหม่ หรือต้องการออกรถ เพื่อให้เป็นสิริมงคลกับตัวเอง รวมถึงทำให้ขับรถได้อย่างปลอดภัยหายห่วง การดูฤกษ์ยามสำหรับการออกรถก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรจะดูไว้ด้วยนนะคะ เพื่อให้ทั้งตัวเรา และคนที่เป็นห่วงได้สบายใจค่ะ วันนี้ก็ได้นำ ฤกษ์การออกรถ ปี 2555 มาให้ไว้ดูกันนะคะ
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันอาทิตย์
ควรออกรถในวันอังคาร ซึ่งจะทำให้เจ้าดวงชะตามีบุญวาสนาเกียรติยศ และ ชื่อเสียงยาวไกล รองลงมาเป็นวันพุธ จะนำความเจริญรุ่งเรือง อุดมไปด้วยโภคทรัพย์ ยังมีคนอุปภัมภ์ค้ำชูมีชื่อเสียงในวงสังคม สามารถออกรถวันที่กล่าวได้ทั้งปีแต่หลังวันที่ 14 เมษายน 2555 ไปแล้ว สามารถออกรถในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่ดีมาก
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์
ควรออกรถในวันพุธกลางวัน ซึ่งจะทำให้เจ้าชะตามีอำนาจวาสนา เป็นที่เกรงใจของคนทั่วไป ยังเป็นที่รักของคนพบปะพูดคุย ประสานงานสำเร็จผ่านไปได้ด้วยดี ออกรถได้ทั้งปี แต่หลังวันที่ 14 เมษายน 2555 ไปแล้ว สามารถออกรถในวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันที่ดีมาก เพราะเป็นวันธงไชย จะมีคนอุปถัมภ์ช่วยเหลือเกื้อกูลดี ยังมีเสน่ห์ เป็นที่นิยมชื่นชอบ คนเห็นคนรัก จนมีชื่อเสียงโด่งดัง
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันอังคาร
ควรออกรถในวันศุกร์ ในช่วง 1 มกราคม 2555 – 14 เมษายน 2555 จะทำให้เจ้าดวงชะตา มีทรัพย์สินเงินทองเพิ่มพูนมากขึ้น มีความเจริญรุ่งเรือง มีลูกน้องบริวารช่วยเหลือดี ญาติพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวสนิทสนมกันดี หลังวันที่ 14 เมษายน 2555 จนถึงสิ้นปี ฤกษ์ออกรถใหม่ปี 2555 ออกรถได้ในวันพฤหัสซึ่งจะทำให้เจ้าดวงชะตามีอำนาจวาสนาได้รับความเคารพนับถือทั้งยังมีความน่าเกรงขามอีกด้วย
ฤกษ์ออกรถปี 2555 ตามวันเกิด ท่านที่เกิดวันพุธกลางวัน (06.00 น.-17.59 น.)
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 – 14 เมษายน 2555 ให้ออกรถในวันจันทร์ ซึ่งจะทำให้ท่านมีอำนาจวาสนา เกียรติยศชื่อเสียง ส่วนหลังวันที่ 14 เมษายน 2555 ไปแล้วให้ออกรถในวันพุธกับวันศุกร์ ซึ่งจะนำความเจริญ ทรัพย์สินเงินทอง เพิ่มมากขึ้น คนในครอบครัวรักใคร่สามัคคีกันดี
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธกลางคืน (18.00 น.-05.59 น.)
ออกรถในวันจันทร์ได้วันเดียวตลอดทั้งปี ซึ่งจะทำให้เป็นเกียรติเป็นศรี เป็นสิริมงคลในตนเอง ยังนำความเจริญก้าวหน้าในกิจการ ทรัพย์สินเงินทองเพิ่มพูนมากขึ้น
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันพฤหัสบดี
ออกรถวันพุธกลางวันได้ตลอดปี จะนำความเจริญรุ่งเรืองในกิจการ การงาน ด้านมนุษยสัมพันธ์ดี มีผู้ช่วยเหลืออุปถัมภ์ค้ำจุน ส่วนหลังวันที่ 14 เมษายน 2555 เป็นต้นไป ให้ออกรถในวันพฤหัสบดีให้มีเสน่ห์ เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้พบเห็น ทั้งยังน่าเกรงขาม เกรงกลัวและมีชื่อเสียงเกรียงไกร
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันศุกร์
สามารถออกรถได้ในวันศุกร์ได้ตลอดทั้งปี จะนำความเจริญรุ่งเรืองในกิจการ เป็นสิริมงคลให้กับเจ้าดวงชะตาด้วย จะทำให้มีคนคอยช่วยเหลือจุลเจือ ค้ำชูให้ประสบความสำเร็จในชีวิต จะทำให้เป็นที่รักของคู่ครอง ลูกหลาน ลูกน้องบริวาร ญาติสนิทรักใคร่กลมเกลียวกันดี
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันเสาร์
ให้ออกรถในวันอังคาร ได้ตลอดทั้งปี จะมีคนหนุนให้มีอำนาจวาสนา มีเกียรติยศชื่อเสียงตามมา แต่ถ้าต้องออกรถหลังวันที่ 15 เมษายน 2554 จนถึงสิ้นปี ให้ออกรถในวันศุกร์ และพฤหัสบดี จะทำให้เป็นที่รักของคนอื่น ซึ่งจะนำเกียรติยศ ศักดิ์ศรีมาสู่วงศ์ตระกูล มีความมั่นคงและมั่งคั่งในอสังหาริมทรัพย์ด้วย
อย่างไรก็ตามอย่างที่บอกไว้เสมอ การขับรถอย่างปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่สำคัญทีุ่สุดนะคะ ขอให้ขับรถโดยการไม่ประมาทด้วยนะคะ
บทความ อ .ตั้ม ศรีนเรศพยากรณ์
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันอาทิตย์
ควรออกรถในวันอังคาร ซึ่งจะทำให้เจ้าดวงชะตามีบุญวาสนาเกียรติยศ และ ชื่อเสียงยาวไกล รองลงมาเป็นวันพุธ จะนำความเจริญรุ่งเรือง อุดมไปด้วยโภคทรัพย์ ยังมีคนอุปภัมภ์ค้ำชูมีชื่อเสียงในวงสังคม สามารถออกรถวันที่กล่าวได้ทั้งปีแต่หลังวันที่ 14 เมษายน 2555 ไปแล้ว สามารถออกรถในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่ดีมาก
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์
ควรออกรถในวันพุธกลางวัน ซึ่งจะทำให้เจ้าชะตามีอำนาจวาสนา เป็นที่เกรงใจของคนทั่วไป ยังเป็นที่รักของคนพบปะพูดคุย ประสานงานสำเร็จผ่านไปได้ด้วยดี ออกรถได้ทั้งปี แต่หลังวันที่ 14 เมษายน 2555 ไปแล้ว สามารถออกรถในวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันที่ดีมาก เพราะเป็นวันธงไชย จะมีคนอุปถัมภ์ช่วยเหลือเกื้อกูลดี ยังมีเสน่ห์ เป็นที่นิยมชื่นชอบ คนเห็นคนรัก จนมีชื่อเสียงโด่งดัง
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันอังคาร
ควรออกรถในวันศุกร์ ในช่วง 1 มกราคม 2555 – 14 เมษายน 2555 จะทำให้เจ้าดวงชะตา มีทรัพย์สินเงินทองเพิ่มพูนมากขึ้น มีความเจริญรุ่งเรือง มีลูกน้องบริวารช่วยเหลือดี ญาติพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวสนิทสนมกันดี หลังวันที่ 14 เมษายน 2555 จนถึงสิ้นปี ฤกษ์ออกรถใหม่ปี 2555 ออกรถได้ในวันพฤหัสซึ่งจะทำให้เจ้าดวงชะตามีอำนาจวาสนาได้รับความเคารพนับถือทั้งยังมีความน่าเกรงขามอีกด้วย
ฤกษ์ออกรถปี 2555 ตามวันเกิด ท่านที่เกิดวันพุธกลางวัน (06.00 น.-17.59 น.)
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 – 14 เมษายน 2555 ให้ออกรถในวันจันทร์ ซึ่งจะทำให้ท่านมีอำนาจวาสนา เกียรติยศชื่อเสียง ส่วนหลังวันที่ 14 เมษายน 2555 ไปแล้วให้ออกรถในวันพุธกับวันศุกร์ ซึ่งจะนำความเจริญ ทรัพย์สินเงินทอง เพิ่มมากขึ้น คนในครอบครัวรักใคร่สามัคคีกันดี
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธกลางคืน (18.00 น.-05.59 น.)
ออกรถในวันจันทร์ได้วันเดียวตลอดทั้งปี ซึ่งจะทำให้เป็นเกียรติเป็นศรี เป็นสิริมงคลในตนเอง ยังนำความเจริญก้าวหน้าในกิจการ ทรัพย์สินเงินทองเพิ่มพูนมากขึ้น
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันพฤหัสบดี
ออกรถวันพุธกลางวันได้ตลอดปี จะนำความเจริญรุ่งเรืองในกิจการ การงาน ด้านมนุษยสัมพันธ์ดี มีผู้ช่วยเหลืออุปถัมภ์ค้ำจุน ส่วนหลังวันที่ 14 เมษายน 2555 เป็นต้นไป ให้ออกรถในวันพฤหัสบดีให้มีเสน่ห์ เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้พบเห็น ทั้งยังน่าเกรงขาม เกรงกลัวและมีชื่อเสียงเกรียงไกร
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันศุกร์
สามารถออกรถได้ในวันศุกร์ได้ตลอดทั้งปี จะนำความเจริญรุ่งเรืองในกิจการ เป็นสิริมงคลให้กับเจ้าดวงชะตาด้วย จะทำให้มีคนคอยช่วยเหลือจุลเจือ ค้ำชูให้ประสบความสำเร็จในชีวิต จะทำให้เป็นที่รักของคู่ครอง ลูกหลาน ลูกน้องบริวาร ญาติสนิทรักใคร่กลมเกลียวกันดี
ฤกษ์ออกรถปี 2555 สำหรับท่านที่เกิดวันเสาร์
ให้ออกรถในวันอังคาร ได้ตลอดทั้งปี จะมีคนหนุนให้มีอำนาจวาสนา มีเกียรติยศชื่อเสียงตามมา แต่ถ้าต้องออกรถหลังวันที่ 15 เมษายน 2554 จนถึงสิ้นปี ให้ออกรถในวันศุกร์ และพฤหัสบดี จะทำให้เป็นที่รักของคนอื่น ซึ่งจะนำเกียรติยศ ศักดิ์ศรีมาสู่วงศ์ตระกูล มีความมั่นคงและมั่งคั่งในอสังหาริมทรัพย์ด้วย
อย่างไรก็ตามอย่างที่บอกไว้เสมอ การขับรถอย่างปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่สำคัญทีุ่สุดนะคะ ขอให้ขับรถโดยการไม่ประมาทด้วยนะคะ
บทความ อ .ตั้ม ศรีนเรศพยากรณ์
วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555
ทะเบียนรถบ่งบอกถึงเจ้าของ
เรามีวิธีการพยากรณ์ง่ายๆ จะพยากรณ์ลักษณะของเจ้าของ หรือ ยานพาหนะ ว่าจะมีลักษณะเช่นไร ผู้ขับเป็นเช่นไร คลิกมาดูเลยครับว่าตรงกับคุณแค่ไหน
เรามีวิธีการพยากรณ์ง่ายๆ เพียงแค่นำตัวเลขทุกตัวของทะเบียนรถมารวมกัน บวกให้เหลือแค่สองจำนวน จะพยากรณ์ลักษณะของเจ้าของยานพาหนะ แต่เมื่อรวมเป็นหนึ่งเดียว จะหมายถึงลักษณะเฉพาะของยานพาหนะ เช่นทะเบียน 4ก-4754 เราจะได้ 4+4+7+5+4 = 24 ให้อ่านคำทำนายที่ 24 แต่หากจะทราบลักษณะเฉพาะของยานพาหนะ ให้นำ 2+4 จะได้ 6 เป็นต้น จากนั้นก็อ่านคำทำนาย ด้านล่างได้เลยค่ะ
เลข 1 : สะดุดตา ราคาแพง มักจะเป็นสีแดงหรือค่อนข้างร้อน ขับขี่รวดเร็ว เจ้าของหยิ่ง ไว้ตัว
เลข 2 : เจ้าของผู้ขับขี่เป็นผู้หญิง หรือเกี่ยวข้องกับผู้หญิง เป็นของชาวต่างชาติ มีปัญหาเรื่องน้ำ
เลข 3 : จะเฉี่ยวชนบ่อย คนขับมุทะลุ ขับแซงซ้าย แซงขวา น่าหวาดเสียว กวนอารมณ์ผู้พบเห็น มีอุบัติเหตุบ่อยๆ
เลข 4 : รถคันนี้คนขับพูดเก่ง ในรถมีกระดาษเอกสารต่างๆ มีของรับประทานได้ มีเสื้อผ้าของใช้หลายอย่าง
เลข 5 : เป็นยานพาหนะของพระ หรือผู้ที่เกี่ยงข้องกับศาสนา เป็นครูอาจารย์ ทนายความ ผู้พิพากษา นักศึกษา มักมีเหตุการณ์ที่ไม่ทราบสาเหตุเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด จะมีสิ่งที่เกี่ยวกับศาสนา หนังสือต่างๆ อยู่ในยานพาหนะนั้นๆ
เลข 6 : มีเครื่องเสียงไพเราะ สวยงามสะอาด คนขับขี่มีความสุข เป็นยานพาหนะที่ซื้อด้วยเงินสด เจ้าของเป็นคนมีเงินมีความรักใคร่กันดี มีความรักเกิดขึ้นในขณะเดินทาง
เลข 7 : เป็นรถของเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมหนัก เป็นรถที่ใช้งานอยู่ตลอดเวลาไม่ค่อยได้หยุด รถซื้อเงินผ่อน ระวังอุบัติเหตุที่ร้ายแรง
เลข 8 : มักกวนอารมณ์คนอื่น ทำให้ผู้ร่วมทางนั้นหงุดหงิด มีการเฉี่ยวชนบ่อย เป็นยานพาหนะที่ผู้ขับขี่ไม่ชอบใจ มีปัญหาอยู่เสมอโดยเฉพาะเรื่องระบบไฟฟ้า
เลข 9 : เป็นยานพาหนะของเจ้าพ่อหรือนักเลง ผู้มีอิทธิพล มีแม่ย่านางแรง ต้องหาของขลังมาไว้ และต้องกราบไหว้บอกกล่าวทุกครั้งที่ใช้
เลข 10 : ถูกใช้งานหนักอยู่เสมอ การขับขี่ไม่ค่อยเป็นไปตามกฏจราจร เฉี่ยวชนบ่อย ขับเร็ว มีปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า และแสงสว่าง
เลข 11 : ยอมให้คนอื่นแซงขึ้นหน้า หรือถูกตัดหน้าบ่อยๆ ลักษณะเจ้าของหยิ่งไว้ตัว อารมณ์ร้อนแรง เจ้าระเบียบ
เลข 12 : รถนักเลง ขับหวาดเสียว ถูกเฉี่ยวชนบ่อยๆ ระวังอุบัติเหตุ การถูกปล้นจี้ ถูกลักขโมย
เลข 13 : ผู้ขับขี่เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ หรือนักตกแต่ง นักพูดโฆษก นักเขียน ทำงานเกี่ยวกับการสื่อสารติดต่อ หรือโรงพิมพ์ การขนส่งการคมนาคม ในรถมีเอกสาร และเครื่องอุปโภค บริโภค เช่น เสื้อผ้า ยารักษาโรค เครื่องมือสื่อสาร
เลข 14 : เป็นรถของนักข่าว พ่อค้า หรือนักพนัน ครู อาจารย์
เลข 15 : รถสำหรับให้บริการผู้อื่น จึงเป็นไปได้ที่จะเป็น รถรับจ้างหรือให้เช่า มีเครื่องเสียงไพเราะ ใช้ในการท่องเที่ยวหาความสนุกสนาน
เลข 16 : ยานพาหนะที่ได้มาฟรีๆ หรือซื้อขายง่าย ถูกใช้งานหนักอยู่เสมอ ไม่ค่อยได้ทำความสะอาด บ่อยนัก สีค่อนข้างมืด
เลข 17 : คนขับหงุดหงิดง่าย อารมณ์ไม่แน่นอน ใครเห็นมักจำง่าย
เลข 18 : เป็นรถนักเลง หรือผู้มีอิทธิพล ให้หาของขลังหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์บูชา ในยานพาหนะ ก่อนออกเดินทางให้พูดแต่สิ่งที่ดีเป็นมงคล
เลข 19 : เป็นรถของผู้มีอำนาจ มียศตำแหน่ง เป็นของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ยานพาหนะนั้นถูกใช้งานหนัก หรือเป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม งานก่อสร้าง
เลข 20 : เป็นรถที่ใช้งานหนัก ไม่ค่อยได้หยุด เป็นรถของชาวต่างชาติ หรือผู้หญิง มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำ มีผู้หญิงนั่งประจำ
เลข 21 : มีการขับขี่น่าหวาดเสียว ชอบแซงซ้ายแซงขวา ขึ้นหน้าผู้อื่น เฉี่ยวชนบ่อย
เลข 22 : เป็นยานพาหนะเพื่อการโฆษณาติดต่อสื่อสาร เกี่ยวข้องกับอาหารการกิน เสื้อผ้า ของใช้ต่างๆ
เลข 23 : เป็นยานพาหนะของครู ผู้พิพากษา นักศึกษา มีของขลังศักดิ์สิทธิ์ อยู่ประจำยานพาหนะ มีหนังสือตำราวิชาการต่างๆมากมาย
เลข 24 : เป็นยานพาหนะที่มีเครื่องเสียงไพเราะ มีเสียงเพลงเปิดอยู่เสมอ ซื้อด้วยเงินสด เป็นของคน รวยด้านศิลปะ ความบันเทิงต่างๆ การแสดงหรือ ภาพยนตร์
เลข 25 : เป็นยานพาหนะของผู้ทำงานหนัก รถไม่ค่อยได้รับการทำความสะอาด เจ้าของทำงานเกี่ยวกับ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม เครื่องจักรกลต่างๆ
เลข 26 : คนขับหงุดหงิด ขับขี่รวดเร็ว เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียบ่อย เฉี่ยวชนบ่อย ให้ระวังอุบัติเหตุ
เลข 27 : เป็นยานพาหนะของผู้มีอิทธิพล หัวหน้า ผู้นำ แม่ย่านางแรง ต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครอง
เลข 28 : ยานพาหนะที่ใช้งานหนัก ไม่ค่อยได้หยุดพัก เสียบ่อย
เลข 29 : เจ้าของเป็นคนต่างชาติ หรือเป็นผู้หญิง มีปัญหาเรื่องน้ำรั่ว น้ำหยด หรือน้ำแห้งบ่อยๆ มักถูกผู้อื่นขับตัดหน้าหรือยอมให้ผู้อื่นแซง
เลข 30 : ขับเร็ว เฉี่ยวชนบ่อย ไม่ค่อยได้หยุดที่ใดนาน
เลข 31 : มีของกินของใช้ อยู่ในยานพาหนะ มีเครื่องมือสื่อสาร เอกสารการติดต่อโฆษณา มีการกระทบกระทั่งกับผู้อื่น ด้วยอาวุธ หรือคำพูด ระวังการบาดเจ็บจากยานพาหนะคันนี้
เลข 32 : ระวังรถจะเกิดอุบัติเหตุ โดยที่มีผู้หญิงเป็นคนขับ หรือมีคู่กรณีเป็นผู้หญิง
เลข 33 : มักเกิดเรื่องราวที่ไม่ค่อยสบายใจ อันมีสาเหตุมาจากรถ หลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกับคนอื่น ในขณะขับรถระวังอุบัติเหตุทั้งทางใกล้ และทางไกล
เลข 34 : เจ้าของรถพูดเก่ง พูดจาฉะฉาน ไม่ค่อยเป็นทุกข์เป็นร้อนกับชีวิต ขณะขับรถควรมีสมาธิ เพราะยังมีดวงการเกิดปัญหาจากรถ
เลข 35 : ขับขี่รถไม่ค่อยระมัดระวัง คนขับรถไม่ใช่เจ้าของรถ
เลข 36 : ชอบขับรถเร็ว ใจร้อน เกิดการเฉี่ยวชนกันบ่อยๆ ภายในรถมีอุปกรณ์ความบันเทิงมากมาย
เลข 37 : ระวังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
เลข 38 : เป็นรถที่เกี่ยวข้องกับการทำมาค้าขาย ต้องเดินทางไกลบ่อยๆ
เลข 39 : เจ้าของรถเป็นคนมีอำนาจ มีอิทธิพล พูดจาน่าเกรงขาม
เลข 40 : เป็นยานพหนะที่ถูกใช้งานสมบุกสมบันพอสมควร ผู้ใช้รถคันนี้ ควรหมั่นทำบุญสุนทาน จะช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้
เลข 41 : เป็นรถของพวกข้าราชการหรือนักข่าว มีการติดต่องานกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นประจำ ภายในรถเต็มไปด้วยเอกสารต่างๆมากมาย
เลข 42 : เป็นรถที่เต็มไปด้วยความบันเทิงเริงรมณ์ต่างๆ ผู้ขับขี่ มีอารมณ์สุนทรีย์ จิตใจละเมียดละไม ละเอียดอ่อน กับสภาพแวดล้อมรอบๆตัว
เลข 43 : หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ยาก แต่ไม่หนักหนาอะไร พยายามหมั่นตรวจสอบเครื่องยนต์ กลไก บ่อยๆ
เลข 44 : รถเต็มไปด้วยเสียงเพลงไพเราะ ผู้คนนิยมชมชอบรถคันนี้ ผู้ขับขี่ไปที่ไหนมักได้รับการต้อนรับ
เลข 45 : เจ้าของรถเป็นคนฝักใฝ่ในศาสนา หรือเกี่ยวข้องกับศาสนาอยู่เนืองๆ ภายในรถเต็มไปด้วยพระ
คำทำนายทายทัก จะถูกหรือไม่ถูกอย่างไร อย่าคิดเป็นเรื่องจริงจัง เอาเป็นว่าทุกครั้งที่เราขับรถ พยายามเตือนใจไม่ประมาท เคารพกฏจราจร และอย่าดื่มเครื่องดื่มมึนเมาขณะขับรถ อย่าลืม เมา... ไม่ขับนะคะ
ขอบคุณ http://wp.me/p1wpKj-2H
วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วิธีแก้ง่วงเมื่อขับรถทางไกลหรือออกต่างจังหวัด
ตอนนี้หลาย ๆ คนคงต้องหยุดงาน และ ขับรถออกต่างจังหวัดเพื่อหนีน้ำออกจากกรุงเทพกันนะคะ ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะมีแผนการเดินทางกันไว้แล้ว แต่หากต้องเดินทางไกลๆ ก็ควรจะมีแผนการรับมืออาการเหน็ดเหนื่อยเนื่องจากการขับรถเอาไว้ด้วย
เพราะในแต่ละีปี ก็มีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนอยู่จำนวนมาก ที่เกิดจากการง่วงนอน หรือ อาการเมา ในต่างประเทศมีการศึกษาพบว่าอุบัติเหตุจากการหลับในเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตถึง20 % สำหรับประเทศไทยคาดว่าอุบัติเหตุจากการหลับในเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสประมาณ30 % ต่อปี
การเผลอหลับเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ หากคุณขับรถเป็นเวลานาน ๆ การเผลอหลับในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ถึง 10 วินาที โดยก่อนที่จะหลับใน ร่างกายจะมีสัญญาณเตือน คือมีอาการง่วง หาวบ่อยขึ้น ๆ ตาเกือบจะลืมไม่ขึ้น จิตใจไม่ได้อยู่กับการขับรถ ขับรถส่ายไปส่ายมา จำไม่ได้ว่าขับรถผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งหากปล่อยให้ง่วงไปเรื่อย ๆ พอถึงจุดหนึ่งคลื่นสมองจะเปลี่ยนจากขณะที่ตื่นเป็นขณะหลับ
แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสมามากมายแล้ว เช่นในกรณีที่ขับรถด้วยอัตราความเร็ว 90 กม./1 ชม. หมายถึงในขณะหลับใน 10 วินาที รถจะแล่นไปโดยที่คนขับไม่ทราบทิศทางประมาณ 100 เมตร ซึ่งหากเกิดการปะทะกับสิ่งอื่น ๆ แรงปะทะก็จะเท่ากับการตกตึกสูง 10 ชั้น ซึ่งโอกาสรอดชีวิตมีน้อยมาก
ทำอย่างไรเมื่อง่วงมาก
วิธีที่ดีที่สุดคือ งีบค่ะ
ควรรีบจอดรถเพื่อพักผ่อน โดยเมื่อจอดรถแล้ววิธีที่ดีที่สุดคือการงีบหลับประมาณ 10 นาที เพื่อให้สมองรู้สึกสดชื่น และไม่ควรงีบหลับนานเกินครึ่งชั่วโมง เพราะจะทำให้เกิดอาการงัวเงียหลังตื่น นอกจากนั้นก่อนงีบหลับก็ควรจะดื่มกาแฟสัก 1 แก้ว เพราะกาแฟจะออกฤทธิ์หลังจากดื่มไปแล้วประมาณ 15 นาที ดังนั้นกาแฟจะเป็นตัวปลุกให้ตื่นภายในเวลา 10 – 15 นาที และเมื่อตื่นขึ้นมา ผลจากการงีบหลับและได้ฤทธิ์ของกาแฟก็จะช่วยให้สามารถขับรถไปต่อได้อีกหลายชั่วโมงโดยที่ไม่ง่วงอีกเลย
แต่หากว่าง่วงมาก แต่ไม่สามารถจอดรถได้
สิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือทำให้ตนเองตื่นโดยทำให้รู้สึกเจ็บ วิธีง่าย ๆ คือใช้เล็บนิ้วโป้งจิกลงไปบนจมูกเล็บของนิ้วก้อย หากรู้สึกเจ็บก็ร้องเสียงดัง ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นตนเอง หรือหันไปพูดคุยกับคนอื่นในรถ หรือร้องเพลงดัง ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่จะกระตุ้นตัวเองได้ในระยะสั้นก่อนที่จะสามารถหาที่จอดรถได้
นอกจากนั้น อาจจะแวะตามปั๊มน้ำมัน เพื่อล้างหน้าล้างตา และอาจใช้ิวิธีนวดหน้าอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ตื่น และสดชื่นขึ้น เช่น การเสยผม เช็ดหน้าเช็ดตา ถูหน้า และตบท้ายทอย เพื่อให้สดชื่นและขับรถเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพค่ะ
เพราะในแต่ละีปี ก็มีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนอยู่จำนวนมาก ที่เกิดจากการง่วงนอน หรือ อาการเมา ในต่างประเทศมีการศึกษาพบว่าอุบัติเหตุจากการหลับในเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตถึง20 % สำหรับประเทศไทยคาดว่าอุบัติเหตุจากการหลับในเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสประมาณ30 % ต่อปี
การเผลอหลับเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ หากคุณขับรถเป็นเวลานาน ๆ การเผลอหลับในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ถึง 10 วินาที โดยก่อนที่จะหลับใน ร่างกายจะมีสัญญาณเตือน คือมีอาการง่วง หาวบ่อยขึ้น ๆ ตาเกือบจะลืมไม่ขึ้น จิตใจไม่ได้อยู่กับการขับรถ ขับรถส่ายไปส่ายมา จำไม่ได้ว่าขับรถผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งหากปล่อยให้ง่วงไปเรื่อย ๆ พอถึงจุดหนึ่งคลื่นสมองจะเปลี่ยนจากขณะที่ตื่นเป็นขณะหลับ
แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสมามากมายแล้ว เช่นในกรณีที่ขับรถด้วยอัตราความเร็ว 90 กม./1 ชม. หมายถึงในขณะหลับใน 10 วินาที รถจะแล่นไปโดยที่คนขับไม่ทราบทิศทางประมาณ 100 เมตร ซึ่งหากเกิดการปะทะกับสิ่งอื่น ๆ แรงปะทะก็จะเท่ากับการตกตึกสูง 10 ชั้น ซึ่งโอกาสรอดชีวิตมีน้อยมาก
ทำอย่างไรเมื่อง่วงมาก
วิธีที่ดีที่สุดคือ งีบค่ะ
ควรรีบจอดรถเพื่อพักผ่อน โดยเมื่อจอดรถแล้ววิธีที่ดีที่สุดคือการงีบหลับประมาณ 10 นาที เพื่อให้สมองรู้สึกสดชื่น และไม่ควรงีบหลับนานเกินครึ่งชั่วโมง เพราะจะทำให้เกิดอาการงัวเงียหลังตื่น นอกจากนั้นก่อนงีบหลับก็ควรจะดื่มกาแฟสัก 1 แก้ว เพราะกาแฟจะออกฤทธิ์หลังจากดื่มไปแล้วประมาณ 15 นาที ดังนั้นกาแฟจะเป็นตัวปลุกให้ตื่นภายในเวลา 10 – 15 นาที และเมื่อตื่นขึ้นมา ผลจากการงีบหลับและได้ฤทธิ์ของกาแฟก็จะช่วยให้สามารถขับรถไปต่อได้อีกหลายชั่วโมงโดยที่ไม่ง่วงอีกเลย
แต่หากว่าง่วงมาก แต่ไม่สามารถจอดรถได้
สิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือทำให้ตนเองตื่นโดยทำให้รู้สึกเจ็บ วิธีง่าย ๆ คือใช้เล็บนิ้วโป้งจิกลงไปบนจมูกเล็บของนิ้วก้อย หากรู้สึกเจ็บก็ร้องเสียงดัง ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นตนเอง หรือหันไปพูดคุยกับคนอื่นในรถ หรือร้องเพลงดัง ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่จะกระตุ้นตัวเองได้ในระยะสั้นก่อนที่จะสามารถหาที่จอดรถได้
นอกจากนั้น อาจจะแวะตามปั๊มน้ำมัน เพื่อล้างหน้าล้างตา และอาจใช้ิวิธีนวดหน้าอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ตื่น และสดชื่นขึ้น เช่น การเสยผม เช็ดหน้าเช็ดตา ถูหน้า และตบท้ายทอย เพื่อให้สดชื่นและขับรถเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพค่ะ
น้ำท่วม ตกงาน กับสิทธิการประกันสังคม
จากเหตุการณ์น้ำท่วมสถานประกอบการหลายแห่ง ทำให้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง ควรรีบไปขึ้นทะเบียนหางาน ณ สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ถูกเลิกจ้าง ควรรีบไปขึ้นทะเบียนหางาน ณ สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน หากเกิน 30 วัน จะไม่สามารถรับสิทธิ ประโยชน์ได้ครบถ้วน
ทั้งนี้ ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจะต้องอายุไม่เกิน 55 ปี โดยเตรียมหลักฐานได้แก่ รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 2 รูปบัตรประจำตัว ประชาชน หนังสือรับรองการออกจากงาน หรือคำสั่งของนายจ้างให้ออกจากงาน และสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อ และเลขที่บัญชี ของผู้ประกันตน ไปด้วยซึ่งมีเงื่อนไขในการรับประโยชน์ทดแทน คือ เป็นผู้ประกันตน ที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงาน จึงจะได้รับ การช่วยเหลือในการบริการจัดหางานการฝึกอบรม และพัฒนาฝีมือแรงงานพร้อมทั้งรับเงินทดแทนกรณีว่างงาน ซึ่งถ้า ถูกเลิกจ้าง ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงานอัตรา ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ที่นำส่งเงินสมทบ ระยะ เวลาไม่เกิน 180 วัน และในกรณี ที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง มีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไปจะได้รับสิทธิประโยชน์ ในกรณีชราภาพ โดยได้รับเงินออมบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพตามเงื่อนไขในการรับประโยชน์ทดแทน
นอกจากนี้ หากผู้ประกันตนประสงค์จะใช้สิทธิประกันสังคมต่อไปสามารถที่จะสมัครเป็นผู้ประกันตน โดยสมัครใจ ตามมาตรา 39 โดย
ยื่นแบบคำขอเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 (สปส.1-20) ด้วยตนเองภายใน ระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ออกจากงาน ซึ่งผู้ประกันตนตาม มาตรา 39 จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายประกันสังคมต่อไปรวม 6 กรณี ได้แก่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตายด้วย
สาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ โดยผู้ประกันตนจะนำส่งเงินสมทบในอัตราเดือนละ 432 บาท
ซึ่งปัจจุบัน สามารถส่งเงินสมทบได้หลายช่องทาง
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ประกันสังคม หรือต้องการความช่วยเหลือต่าง ๆ สามารถสอบถามข้อมูล ได้ที่ สายด่วนประกันสังคม โทร.1506 เจ้าหน้าที่ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
ทีมงาน Lionjob ขอเป็นกำลังใจให้ชาวไทยทุกคนผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยนี้ไปให้ได้ด้วยกันนะคะ
ที่มา : สำนักงานประกันสังคม
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554
ดูแลรถหลังน้ำท่วม
ปัญหาใหญ่หลังจากเจอปัญหาเรื่องน้ำท่วม ไม่ว่าน้ำจะลดไป
แต่ปัญหาที่ต้องสะสางเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นต้องทำเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าบ้าน
หรือ รถยนต์ ก็จะต้องมีการสะสางทำความสะอาดกันให้ดี เพราะถ้าปล่อยไว้
อาจจะเกิดปัญหากับอุปกรณ์ต่างๆ ของรถยนต์ในระยะยาวได้
กรณีแรกที่น้ำท่วมไม่เยอะ
ระบบเครื่องยนต์อาจจะได้รับความเสียหายเล็กน้อย
โดยเฉพาะถ้าน้ำท่วมไม่มากจนรถของคุณไม่ดำน้ำลงไปทั้งคันนั้น ช่างก็จะไล่ระบบอากาศ
โดยเฉพาะกรองอากาศจะต้องลดความชื้น ตรวจสอบหัวเทียน และกล่องควบคุมการทำงาน
ที่ต้องมีการไล่ความชื้นเป็นอย่างดี ก่อนที่ช่างจะสตาร์ทเครื่อง
ซึ่งโดยมากก็จะมีค่าใช้จ่ายระดับ 5000 -10000
บาท
น้ำท่วมแบบจมหายทั้งคัน โดยมาก ช่างจะต้องทำงานกันหนักหน่อย
และนั่นอาจหมายถึงการผ่าเครื่องยนต์
เพื่อตรวจสอบน้ำที่เข้าสู่เสื้อสูบว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด
และทำการไล่น้ำความชื้น และถ้าเครื่องของท่านมีอาการหลวมร่วมด้วยอยู่แล้ว
มันก็เป็นโอกาสที่จะโอเวอร์ฮอลเครื่องยนต์ไปพร้อมกัน เพราะยังไงช่างต้องผ่าเครื่องออกอยู่แล้ว
1.พึงเอาไว้ว่าอย่าทำการสตาร์ทรถ หรือบิดกุญแจให้ไฟออนโดยเด็ดขาด
จากนั้นเดินไปเปิดฝากระโปรงรถและปลดขั้วแบตเตอรี่ทันที
โดยจะปลดขั้วใดขั้วหนึ่งหรือจะปลดทั้ง ขั้วบวกขั้วลบก็ได้
(จริงๆถ้าคุณคาดว่าน้ำจะท่วมสูงถึงห้องเครื่องให้เตรียมปลดขั้วแบตเตอรี่
เอาไว้ล่วงหน้าก่อนจะเป็นการดีที่สุด)
เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟเข้าไปเลี้ยงระบบต่างๆของรถ รวมถึงเครื่องยนต์
2.เปิดประตูออกทุกบาน ให้ลมโกรก หรือถ้ามีแดดให้จอดตากแดด
จากนั้นถอดเบาะนั่ง พรม ผ้าต่างๆ ที่อยู่ภายในรถออกมาซักทันที
เพราะถ้าทิ้งเอาไว้นาน ความเหม็นอับจะมาเยือน
3.เริ่มเข้าสู่กระบวนการทางเทคนิคที่พอจะทำได้เอง คือ
ปลดทุกอย่างที่เป็นขั้วไฟฟ้า โดยเฉพาะขั้วสายไฟภายในห้องเครื่อง ทั้งตัว ECUและ รีเรย์ต่างๆ จากนั้นฉีดสเปรย์ไล่ความชื้น หรือใช้ไดร์เป่าผม
เป่าให้แห้ง
4.ถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ (ต้องรีบเอาน้ำออกจากระบบให้เร็วที่สุด
เพื่อป้องกันสนิมจับ) รวมถึงเปลี่ยนกรองอากาศ ซึ่งประเด็นนี้ใครทำเองได้ก็ทำเลย
เพราะยิ่งจัดการเร็วโอกาสที่สนิมจะมาเยือนก็น้อยตามไปด้วย
แต่ถ้าไม่ไหวก็ต้องเข้าศูนย์บริการหรืออู่
ซึ่งจะมีขั้นตอนการเปลี่ยนถ่ายที่ถูกต้องและละเอียดมาก
...ทั้งหมดเป็นวิธีการดูแลเบื้องต้น เพราะสุดท้ายแล้วรถโดนน้ำท่วมขนาดนี้
ต้องรีบนำเข้าศูนย์บริการ หรืออู่ซ่อมที่สะดวกทันที ซึ่งน่าจะดีกว่าถ้าเลือกใช้บริการจากรถยก
และขอย้ำว่าห้ามสตาร์ทเครื่องโดยเด็ดขาดถ้าจำเป็นต้องใช้รถแนะนำให้หารถเช่า หรือ หยิบยืม และ
ติดรถเพื่อไปก่อนจะดีกับคุณมากกว่าค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


